อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ในไทย แม้ยังมีผู้ผลิตไม่มาก แต่ก็เริ่มมีความก้าวหน้า โดยเฉพาะนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา (R&D) ด้วยข้อจำกัดด้านมาตรฐานและความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่เกิดขึ้นไม่ง่าย หนึ่งในผู้บุกเบิกคือ ชัยสิทธิ์ ธรรมพีร วศ.2515 ผู้ก่อตั้ง บริษัท อินทรอนิคส์ จำกัด ใน พ.ศ. 2529 ด้วยเป้าหมายการผลิตอุปกรณ์คุณภาพที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาโดยฝีมือคนไทย ปัจจุบันอินทรอนิคส์ดำเนินธุรกิจหลากหลาย ครอบคลุมทั้งเครื่องมือแพทย์ และระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Thermostat ระบบอัตโนมัติภายในอาคาร (Build Automation) และโซลูชันสำหรับโรงแรม (Hotel Solution) รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ (Medical Equipment)
เส้นทางของอินทรอนิคส์

ชัยสิทธิ์ ธรรมพีร กล่าวว่า หลังเรียนจบ ได้เริ่มงานที่บริษัทแห่งหนึ่งเป็นเวลา 1 ปี ก่อนเปลี่ยนไปทำงานกับรุ่นพี่ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูงจากอเมริกาอยู่นาน 10 ปี ภายหลังได้จัดตั้งแผนกวิจัยและพัฒนา (R&D) ร่วมกับเพื่อน ๆ และได้คำแนะนำให้ตั้งบริษัทเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน จึงเกิดเป็นบริษัท อินทรอนิคส์ จำกัด โดยก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2529 ใช้ชื่อว่า “อินทรอนิคส์” มาจากการรวมคำว่า “อินทาเนีย” และ “อิเล็กทรอนิกส์” สื่อถึงการเป็นบริษัทวิศวกรรมด้านอิเล็กทรอนิกส์ เปรียบได้กับ “Start Up รุ่นไดโนเสาร์” ที่ก่อตั้งด้วยความตั้งใจจะสร้างนวัตกรรมโดยคนไทยในงบประมาณที่ควบคุมได้ เพราะ R&D มีต้นทุนสูงและไม่แน่นอน “การทำ R&D เปรียบเหมือนการทิ้งเงินลงแม่น้ำ ไม่รู้ว่าน้ำจะขึ้นมาให้เราตักเมื่อไหร่”
รูปแบบธุรกิจของบริษัทเน้นการดำเนินงานในลักษณะ B2B (Business to Business) เป็นหลัก โดยมี B2C (Business to Consumer) เสริมในสัดส่วนที่น้อยกว่า การขายปลีกส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากความต้องการเฉพาะของลูกค้ากลุ่มโรงแรมที่ต้องการเปลี่ยนระบบเครื่องปรับอากาศ มีการปรับรูปแบบการขายให้สามารถรองรับความต้องการของลูกค้า สำหรับเรื่องที่ท้าทายที่สุดคือการตั้งราคาขาย เนื่องจากต้องคำนึงถึงต้นทุนจากระบบบัญชี ทั้งต้นทุนมาตรฐานและต้นทุนจริง จึงต้องกำหนดราคาขายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับในตลาดในช่วงแรก
จุดเปลี่ยนสู่การผลิตเครื่องมือแพทย์
ชัยสิทธิ์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่วงการเครื่องมือแพทย์ว่า เดิมทีไม่ได้มีแผนจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ เพราะรู้ดีว่าการผลิตเครื่องมือแพทย์ไม่ใช่เรื่องง่าย จนกระทั่งเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ขณะนั้นบริษัท อินทรอนิคส์ จำกัด มีกำไรในระดับที่มั่นคง จึงเริ่มพูดคุยกันว่า ถึงเวลาแล้วที่จะคืนกำไรให้สังคม ด้วยการบริจาคเครื่องมือแพทย์ให้แก่โรงพยาบาล โดยตั้งงบประมาณไว้ที่ 1 ล้านบาท ต่อมาจึงได้เริ่มค้นหาและสอบถามราคาเครื่องมือแพทย์ในท้องตลาด กลับพบว่าราคาเครื่องมือส่วนใหญ่นั้นสูงกว่าที่คิดมาก ทำให้เกินงบและผิดกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้ว่า จะบริจาคให้แก่หลาย ๆ โรงพยาบาล และช่วงนั้นได้รู้จักคุณหมอท่านหนึ่งจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ท่านได้แนะนำให้ผลิตเครื่องฉายแสงรักษาภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิด เนื่องจากมีสารบิลิรูบิน (Bilirubin) อยู่ในเลือดมากเกินไป หากไม่รีบทำให้สารนี้ลดลงอาจทำให้เด็กสมองเสื่อมไปตลอดชีวิต แนวทางคือการใช้แสงสีน้ำเงินที่มีความถี่พิเศษในการช่วยลดระดับสารนี้ในร่างกาย ถือเป็นแนวทางที่ได้ผลและปลอดภัย
เมื่อพิจารณาดูแล้ว ทีมวิศวกรของอินทรอนิคส์พบว่าเรื่องนี้อยู่ในขอบเขตความสามารถของบริษัทพอดี จึงตัดสินใจลงมือพัฒนาต้นแบบเครื่องฉายแสงสำหรับรักษาภาวะตัวเหลืองขึ้นมา อินทรอนิคส์มีความพร้อมทั้งในด้านเทคโนโลยี เครื่องมือ และทีม R&D ทำให้สามารถสร้างต้นแบบได้ภายในระยะเวลาไม่นาน พร้อมกับได้รับความร่วมมือจากแผนก ICU เด็กของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในการทดสอบและปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่อง ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ เครื่องทำงานได้ดี ให้แสงในระดับที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพในการรักษา และที่สำคัญคือ ไม่มีปัญหาเรื่องความร้อนสะสม เพราะตัวเครื่องถูกออกแบบมาอย่างชาญฉลาด โดยใช้โคมไฟอะลูมิเนียมที่สามารถระบายความร้อนได้ดี ความร้อนจะลอยขึ้นไปด้านบนและระบายออกทางด้านหลังของโคม ทำให้เด็กไม่รู้สึกร้อนขณะใช้เครื่อง เราได้ผลิตออกมาทั้งหมด 160 เครื่อง และบริจาคให้แก่โรงพยาบาลให้แก่หลายแห่ง
ต่อมามีคำขอจากโรงพยาบาลเล็ก ๆ ในประเทศไทย ให้ช่วยบริจาคเครื่องนี้ ด้วยความโชคดีมีเพื่อน ๆ หลายคนเข้ามาร่วมบริจาคด้วย จึงรับบริจาคในราคาต้นทุน พร้อมติดชื่อที่เครื่อง และอยากบริจาคที่โรงพยาบาลไหนก็ได้ ตอนนั้นมีเพื่อน ๆ ร่วมบริจาคมากถึง 400 คน รวมทั้งหมดที่ผลิตเป็น 560 เครื่อง ที่บริจาคให้แก่โรงพยาบาลทั่วประเทศ หลังจากนั้นมีหลายท่านแนะนำให้ผลิตขาย เราไม่ได้เห็นด้วยเพราะได้บริจาคไปทั่วประเทศแล้ว และเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ตัวนี้ใช้ได้ในระยะเวลาที่นาน 10-20 ปี
ในช่วงที่ทำเครื่องฉายแสง อาจารย์จากโรงพยาบาลจุฬาฯ ได้แนะนำเครื่องที่ช่วยวัดความเข้มของแสงมาให้เพื่อให้ค่าแสงของเครื่องฉายแสงที่ผลิตตรงกับค่ามาตรฐานที่ใช้ในการรักษา ตัดสินใจลงทุนซื้อเครื่องวัดความเข้มแสงชนิดเดียวกันกับของโรงพยาบาลจุฬาฯ ในราคาเกือบ 200,000 บาท ประกอบกับเครื่องที่ยืมมาจากอาจารย์ค่าไม่ค่อยตรง จากนั้นจึงส่งข้อมูลเปรียบเทียบไปยังสถาบันมาตรวิทยาช่วยปรับให้ตรง แล้วจึงได้ผลิตเครื่องต้นแบบออกมา 3-4 เครื่อง และนำไปบริจาคให้โรงพยาบาลจุฬาฯ เมื่อโรงพยาบาลอื่นทราบข่าวก็เริ่มมีติดต่อเข้ามาขอซื้อ จัดจำหน่ายในราคา 15,000 บาท โดยในขณะนั้น ยังไม่มีแนวคิดจะเข้าสู่ธุรกิจผลิตเครื่องมือแพทย์อย่างจริงจัง
ผลิตเครื่องช่วยหายใจในช่วงโควิด-19

ต่อมาในช่วงการระบาดของโควิด-19 อาจารย์ท่านเดิมได้ติดต่อมาอีกครั้ง ขอให้ช่วยผลิต “เครื่องช่วยหายใจแบบอัตราการไหลสูง” หรือที่รู้จักกันในชื่อ High Flow ได้พาทีมงานไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่แผนกโรคปอด โรงพยาบาลจุฬาฯ หลังจากพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วว่าเป็นสิ่งที่สามารถทำได้และได้ตอบรับงานในครั้งนี้ โดยออกค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาด้วยตนเองทั้งหมด เนื่องจากไม่สามารถประเมินงบประมาณที่ชัดเจนได้ และยังไม่แน่ใจว่าจะทำสำเร็จหรือไม่
ได้มีการแจ้งกับทางโรงพยาบาลว่า หากทำสำเร็จ จะจำหน่ายให้ในราคาต้นทุนเท่านั้น ภายในเวลาเพียง 3 เดือน สามารถพัฒนาเครื่องต้นแบบ High Flow ได้สำเร็จ และส่งไปทดสอบที่สถาบันไฟฟ้า ในขณะนั้นอยู่ระหว่างการปิดห้องแลปจากสถานการณ์โควิด-19 แต่ได้รับความกรุณาจากผู้อำนวยการให้เปิดห้องทดสอบเป็นกรณีพิเศษ จากนั้นยังได้ส่งเครื่องไปตรวจสอบที่สถาบันมาตรวิทยาเพื่อเปรียบเทียบค่ากับมาตรฐาน ผ่านการทดสอบเช่นกัน สุดท้ายนำเครื่องไปให้แผนกโรคปอด โรงพยาบาลจุฬาฯ ทดลองใช้งานกับผู้ป่วยจริง โดยเปรียบเทียบกับเครื่องนำเข้าที่ใช้กับผู้ป่วยรายเดียวกัน ผลลัพธ์ที่ได้ไม่แตกต่างกัน จึงนำผลการทดสอบจากทั้ง 3 สถาบันไปยื่นต่อ อย. เพื่อขออนุญาตใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ภายใต้ชื่อของสภากาชาดไทยและโรงพยาบาลจุฬาฯ
หลังจากนั้น ได้ผลิตเครื่อง High Flow จำนวน 500 เครื่อง ภายในเวลา 3 เดือน และจัดส่งให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยได้รับความช่วยเหลือจากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ช่วยจัดส่งโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เนื่องจากเครื่องมีความ Sensitive ต้องอาศัยระบบโลจิสติกส์ที่เชี่ยวชาญและได้มาตรฐาน ปัจจุบันโรงพยาบาลต่าง ๆ ยังคงใช้งานเครื่องเหล่านี้อยู่ และบริษัทฯ ก็ยังคงให้ความช่วยเหลือด้านการดูแลและซ่อมบำรุงอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงที่พัฒนาเครื่อง High Flow นั้น ได้ทดลองผลิต “เครื่องมือตรวจวัดการทำงานของเครื่องช่วยหายใจ” ขึ้นมา 1 เครื่อง ใช้สำหรับตรวจสอบว่าเครื่องช่วยหายใจยังทำงานได้เต็มประสิทธิภาพหรือไม่ โดยอาจารย์จากสถาบันมาตรวิทยาได้แนะนำให้พัฒนาเครื่องนี้ออกมาจำหน่าย เนื่องจากเมื่อเครื่องช่วยหายใจถูกใช้งานไปนาน ๆ เซนเซอร์จะเริ่มเสื่อมสภาพ จำเป็นต้องมีการเทียบค่าการทำงานอย่างสม่ำเสมอ เครื่องวิเคราะห์นี้จึงมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบและ Calibrateเครื่องช่วยหายใจให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ
การวิจัยและพัฒนา คือหัวใจสำคัญในการเติบโต
ตลอดระยะเวลากว่า 35 ปีที่ผ่านมา เรามุ่งมั่นทำงานวิจัยและพัฒนา (R&D) มาโดยตลอด เพราะเชื่อว่านี่คือ “หัวใจ” ของการเติบโตทางธุรกิจ หากไม่ทำ R&D เลย คงไม่สามารถพัฒนาองค์กรให้ก้าวหน้าได้ ข้อดีของการวิจัยคือ เมื่อผลิตภัณฑ์เดิมเริ่มถึงทางตัน R&D จะช่วยเปิดทางให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ที่สามารถต่อยอดและพาองค์กรก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ๆ ไปได้ การทำ R&D มีข้อเสียที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ “ต้องใช้เงินทุนสูง” และไม่มีหลักประกันว่าจะสำเร็จ ตลาดจะตอบรับหรือไม่ก็ยังไม่แน่ชัด รวมถึงความท้าทายในการผลิตซ้ำให้ได้คุณภาพที่สม่ำเสมอ ทำให้กระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการพัฒนาต่อเนื่องเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ที่สำคัญที่สุดคือต้องพัฒนาอยู่ตลอดเวลา แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากมีเป้าหมายและความมุ่งมั่น ก็เป็นสิ่งที่ทำได้
สิ่งที่อยากฝากถึงน้อง ๆ
สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังศึกษา ไม่ว่าจะเรียนในสาขาไหนก็ตาม ขอให้ตั้งใจเรียนรู้ทั้งวิชาที่เกี่ยวข้องกับตัวเองและวิชาที่อาจนำมาใช้ในอนาคต พยายามเข้าใจในเนื้อหาให้ลึกซึ้ง เพราะเมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้ความรู้เหล่านั้นจริง ๆ เราจะสามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด
