หนังสือพิมพ์ The Standard ฉบับ Online วันที่ 25 พฤษภาคม 2568 พาดหัวข่าวว่า
Update : ปลดล็อก ‘นักเรียนทุนไทย’ ให้นำงานวิจัยต่อยอดสตาร์ตอัป ไม่ต้องทำงานใช้ทุนอย่างเดียว
เนื้อข่าวกล่าวว่า วันนี้ (25 พฤษภาคม) ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมคณะผู้บริหาร ได้พบปะนักศึกษาไทยที่กำลังศึกษาอยู่ที่ Imperial College London สหราชอาณาจักร ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเองและเต็มไปด้วยพลังของคนรุ่นใหม่
ในการพูดคุยครั้งนี้ ศุภมาส ประกาศนโยบายใหม่ที่ถือเป็นการ ‘ปลดล็อกครั้งสำคัญ’ สำหรับนักเรียนทุนรัฐบาลไทย โดยไม่จำเป็นต้องกลับมาทำงานชดใช้ทุนเฉพาะในหน่วยงานรัฐอย่างเดียวอีกต่อไป แต่สามารถนำผลงานวิจัยที่ได้ไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ตอัป ผ่านกลไกสนับสนุนต่าง ๆ ของกระทรวง อว. ได้ทันที
“เราต้องการเห็นงานวิจัยจากนักเรียนทุนไทยกลายเป็นธุรกิจจริงที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ หรือ IC Design ที่ Imperial เองก็มีความเชี่ยวชาญ” ศุภมาส กล่าว
ศุภมาส ยังยกตัวอย่างความร่วมมือระหว่างกระทรวง อว. กับ Imperial College London ในการส่งเสริมนักศึกษาไทยให้มีโอกาสศึกษาวิจัยเชิงลึก พร้อมการสนับสนุนต่อยอดจากสถาบันโดยตรง เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้กลับไปใช้สร้างสตาร์ตอัปในประเทศไทยได้จริง
นโยบายใหม่นี้ได้รับความสนใจจากนักเรียนทุนไทยในสหราชอาณาจักรอย่างล้นหลาม หลายคนแสดงความเห็นว่า นี่คือ ‘มิติใหม่’ ของการใช้ทุนรัฐบาลที่เปิดกว้างมากกว่าการทำงานชดใช้แบบเดิม
ในการพบปะครั้งนี้ ศุภมาสยังใช้เวลาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักศึกษาเกี่ยวกับอนาคตของการศึกษาไทย การเตรียมคนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานระดับโลก และบทบาทของไทยในเวทีเทคโนโลยี เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบายให้ตอบโจทย์เยาวชนไทยอย่างแท้จริง
อ่านข่าวนี้แล้วดูเหมือนจะดีนะครับ หากทำได้ง่ายและสะดวกตามที่ท่าน รมว. อว. พูดมาจริง ๆ ผมคิดว่าประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งอยู่ที่ประโยคที่ว่า….. “ผ่านกลไกสนับสนุนต่าง ๆ ของกระทรวง อว. ได้ทันที” ครับ
“กลไก” ที่ว่านี้มีรายละเอียด องค์ประกอบ และเงื่อนไขอย่างไร?
สามารถสร้าง “ระบบนิเวศ” ที่เหมาะสมเอื้อให้เกิด “สตาร์ตอัป” จากผลงานวิจัยของนักเรียนทุนได้จริงหรือไม่?
ลองดูข่าวของกระทรวง อว. อีกข่าวนะครับ
จัดสรรทุนนักเรียนทุนกระทรวง อว. รูปแบบใหม่ เริ่ม พ.ศ. 2568 “ศุภชัย” เผยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม “ให้ทุนตามต้องการของหน่วยงาน” กับ “ให้ทุนตามนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ” พร้อมจะมีการปรับระเบียบให้ยืดหยุ่น เปิดช่องทำงานใช้ทุนกับต้นสังกัด ควบคู่นำงานวิจัย-เทคโนโลยีต่อยอดอุตสาหกรรม รวมทั้งให้มีการนับเวลาใช้ทุนในรูปแบบอื่นด้วย
เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ศ. ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยถึงแนวนโยบายของกระทรวง อว. ในการกลับมาทำงานใช้ทุนของนักเรียนทุนกระทรวง อว. ว่า ในอดีตการให้ทุนการศึกษาของกระทรวง อว. จะเน้นไปตามความต้องการของหน่วยงาน เช่น มหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานวิจัยใดที่ขาดแคลนคนทำงานในสาขาไหนก็จะเสนอขอสนับสนุนทุนมายังกระทรวง อว. ซึ่งกระทรวง อว. ก็จะจัดสรรทุนให้ไป และเมื่อผู้ได้รับทุนเรียนจบกลับมาก็จะต้องไปทำงานในหน่วยงานเพื่อใช้ทุน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นภารกิจด้านการจัดการเรียนการสอนและทำงานวิจัยเป็นหลัก แต่ตั้งแต่ พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป กระทรวง อว. จะแบ่งการจัดสรรทุนเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกซึ่งเป็นส่วนใหญ่ยังเป็นการให้ทุนตามความต้องการของหน่วยงาน ส่วนที่ 2 กระทรวง อว. จะแบ่งทุนออกมาส่วนหนึ่ง เพื่อให้ทุนตามนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง อุตสาหกรรม AI และอุตสาหกรรม EV ซึ่งการจัดสรรทุนแบบตามนโยบายของประเทศนี้ เราไม่ได้คาดหวังให้ผู้รับทุนกลับมาสอนหนังสือหรือทำวิจัยเพียงอย่างเดียว แต่คาดหวังว่าจะให้กลุ่มคนเหล่านี้กลับมาช่วยสนับสนุนในภาคอุตสาหกรรมหรือสร้างอุตสาหกรรมใหม่จากเทคโนโลยีหรืองานวิจัยของผู้รับทุนเอง
ปลัดกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า เพราะฉะนั้น นักเรียนทุนในกลุ่มนี้จะต้องได้รับการพัฒนาและส่งเสริมให้เป็นผู้ประกอบการทางเทคโนโลยีได้ ซึ่งเมื่อเรียนจบกลับมากระทรวง อว. จะมีกฎระเบียบที่ยืดหยุ่น เพื่อให้ทำงานใช้ทุนกับต้นสังกัดควบคู่ไปกับการทำงานกับภาคอุตสาหกรรมหรือสนับสนุนผู้ประกอบการไทย เช่น สตาร์ตอัป รวมถึงการสร้างธุรกิจหรือเป็นผู้ประกอบการทางเทคโนโลยีขั้นสูงของตัวเองได้ และด้วยนโยบายนี้ กระทรวง อว. จึงได้เริ่มดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัย Imperial ของอังกฤษ ในการส่งนักเรียนทุนไปเรียนต่อในระดับปริญญาเอกสาขาการออกแบบวงจรรวม (IC Design) ด้านเทคโนโลยีสุขภาพในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ โดยนักเรียนทุนกลุ่มนี้นอกจากจะได้ทำงานวิจัยในห้องปฏิบัติการชั้นนำของโลกที่มหาวิทยาลัย Imperial แล้ว ทางมหาวิทยาลัย Imperial ยังจะช่วยบ่มเพาะเทคโนโลยีและธุรกิจในผลงานวิจัยนั้นด้วย เพื่อให้การนำผลงานวิจัยนั้นออกไปสู่ธุรกิจใหม่ ๆ ได้จริง และเมื่อเรียนจบกลับมา กระทรวง อว. ก็จะสนับสนุนให้ผู้รับทุนนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี ผลงานวิจัยของตนเองไปต่อยอดธุรกิจ โดยใช้กลไกต่าง ๆ ที่กระทรวง อว. มีอยู่ สำหรับนักเรียนทุนกระทรวง อว. ที่ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาต่างๆ ก็สามารถใช้กฎระเบียบที่ยืดหยุ่นนี้ได้เช่นเดียวกัน
ศ. ดร.ศุภชัย กล่าวอีกว่า นอกจากความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย Imperial แล้ว กระทรวง อว. กำลังขยายรูปแบบการให้ทุนในลักษณะนี้ไปยังมหาวิทยาลัยชั้นนำอื่น ๆ ของโลก โดยเน้นหนักไปที่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับยานยนต์สมัยใหม่และ AI
“ขณะนี้ กระทรวง อว. อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางในการปรับวิธีการทำงานใช้ทุน ที่นอกจากจะให้ปฏิบัติภารกิจด้านการสอนหรือทำงานวิจัยในหน่วยงานต้นสังกัดอย่างเดียวแบบเดิมแล้ว ยังจะให้มีการนับเวลาใช้ทุนในรูปแบบอื่นด้วย เช่น การทำงานวิจัยร่วมกับภาคเอกชน หรือการนำเทคโนโลยีในรูปแบบผลงานวิจัยไปต่อยอดอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศที่มีผลกระทบสูง”
ข่าวหลังนี้คล้าย ๆ กับข่าวแรก และฟังแล้วดูเหมือนจะดีในเรื่องการให้นับเวลาใช้ทุนโดยไปทำงานกับภาคเอกชนได้ แต่ก็เช่นเดียวกับที่ผมกล่าวไว้ที่หลังข่าวแรกว่า การตระเตรียม “ระบบนิเวศ” ให้นักเรียนทุนที่กลับมาปฏิบัติงานเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
อย่าให้เหมือนกับโครงการก่อนหน้านี้ของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ที่ชื่อดี เจตนาดี แต่ไม่มีผลลัพธ์ตามที่มุ่งหวัง คือ โครงการ Reversed Brain Drain หรือสมองไหลกลับ และโครงการ Talent Mobility
โดยโครงการแรกคิดใหญ่ที่จะดึงเอานักวิชาการที่ทำงานในต่างประเทศทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น กลับมาทำงานในประเทศไทย โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ร่วมกับสมาคมนักวิชาชีพไทยในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ที่มีชื่อย่อว่า ATPAC ATPER และ ATPIJ เพื่อผลักดันโครงการนี้
ส่วนโครงการหลังเปิดโอกาสให้นักวิจัยที่เป็นนักเรียนทุนไปทำงานในภาคเอกชนได้โดยถือเวลาการทำงานเป็นเวลาชดใช้ทุนเช่นเดียวกับการทำงานที่ต้นสังกัด
ไม่สำเร็จเป็นรูปธรรมทั้ง 2 โครงการครับ……เพราะระบบนิเวศไม่พร้อมนั่นเองครับ
ภารกิจที่สำคัญที่สุดของภาครัฐ คือ การสร้างและพัฒนากำลังคนที่มีความสามารถและศักยภาพ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ต่อไป หรือเป็นวงจร “ชาติสร้างคน….คนสร้างชาติ” นั่นแหละครับ
กระบวนการในการสร้างคนของประเทศไทยในประวัติศาสตร์ที่เกิดผลกระทบทางบวกต่อประเทศชาติมากที่สุด เห็นจะได้แก่การพัฒนากำลังคนเพื่อเป็นข้าราชการในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทั้งการส่งไปศึกษาในต่างประเทศ การสร้างโรงเรียนข้าราชการพลเรือนหรือโรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่วิวัฒนาการต่อมาเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในที่สุด
เรามีการพัฒนาทั้งทางด้านการทหาร การสื่อสาร การคมนาคม และการศึกษาที่ก้าวหน้าทัดเทียมกับอารยะประเทศ เช่น มีการกล่าวกันว่า ประเทศญี่ปุ่นต้องส่งคนมาดูงานระบบรถไฟของประเทศไทย
หากมีการศึกษาวิเคราะห์ประวัติศาสตร์การพัฒนากำลังคนที่สัมพันธ์กับการสร้างชาติอย่างจริงจังจากกรณีตัวอย่างต่าง ๆ ทั้งของไทยและของต่างประเทศจะพบว่า สิ่งที่สอดคล้องกันและเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญ คือ
- แผนระยะยาวในการพัฒนากำลังคนที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
- ระบบนิเวศที่รองรับกำลังคนที่พัฒนาองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ ให้สามารถนำความรู้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
- การประเมินผลและการพัฒนายกระดับเพื่อปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป
ไทยเรามีส่วนราชการที่รับผิดชอบในการพัฒนากำลังคน คือ กระทรวงศึกษาธิการ หรือ ศธ. ที่สืบเนื่องมาจากกระทรวงธรรมการ รับผิดชอบดูแลการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษาตอนต้นจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จากนั้น ทบวงมหาวิทยาลัยซึ่งกลายมาเป็นหน่วยงานหนึ่งในกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หรือ อว. ในปัจจุบัน รับผิดชอบดูแลการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยจนสำเร็จปริญญาตรี แล้วเข้าสู่เส้นทางอาชีพการทำงานต่อไป
ยังมีทางเลือกในอีกเส้นทางหนึ่งสำหรับการศึกษาเพื่อการประกอบอาชีพ คือ สายอาชีวศึกษาในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการ เส้นทางนี้น่าสนใจมากครับ เพราะในหลายประเทศที่พัฒนาเข้มแข็งในด้านอุตสาหกรรมโดยอาศัยพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมนั้น การศึกษาสายอาชีวศึกษาจะเข้มแข็งมาก เช่น สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ที่มี Fachoberchule หรือโรงเรียนอาชีวศึกษาชั้นสูง ที่สามารถต่อยอดไปศึกษาในสถาบันเทคโนโลยี หรือ Fachhochschule ต่อไป ประเทศญี่ปุ่นเองได้ถอดแบบจากเยอรมัน โดยเรียกโรงเรียนสายอาชีวศึกษาว่า 高等専門学校 (Koutou Zemmon Gakkou) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า Kouzen เยาวชนหนุ่มสาวที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนสายอาชีวศึกษาจะสามารถเข้าทำงานในภาครัฐและเอกชน โดยมีเส้นทางอาชีพที่ก้าวหน้าไปตามลำดับโดยไม่ติดขัดใด ๆ เช่นเดียวกับผู้ที่สำเร็จจากสถาบันอุดมศึกษาปรกติ
ผู้บริหารการศึกษาของไทยได้มองเห็นความสำคัญของ Kouzen จึงได้ทำโครงการเงินกู้รัฐบาลญี่ปุ่นมาสร้างสถาบัน Kouzen ของไทย 2 แห่ง โดยร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา มีผู้สำเร็จการศึกษาแล้ว 1 รุ่น ส่วนหนึ่งได้ไปศึกษาต่อที่ Kouzen หรือมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่น หวังว่าน่าจะเป็นกำลังแรงงานสำคัญสำหรับสายเทคนิคในภาคอุตสาหกรรมของไทยได้
ล่าสุด รัฐบาลมีการฟื้นฟูนโยบาย “หนึ่งตำบล หนึ่งทุน” ใช้ตัวย่อภาษาอังกฤษว่า ODOS หรือ One Dhambon One Scholarships โดยโครงการนี้ในอดีตเป็นการให้ทุนการศึกษาตำบลละ 1 ทุน ให้ไปศึกษาในต่างประเทศที่ไม่ใช้ “ภาษาอังกฤษ” จนสำเร็จการศึกษาขั้นสูงสุดเท่าที่นักเรียนทุนจะเรียนได้
ผมหวังว่าจะมีการประเมินผลโครงการเดิมเพื่อนำมาพัฒนาต่อยอดโครงการใหม่ต่อไปให้ดีขึ้น จำได้ว่ามีนักเรียนทุนคนหนึ่งที่สำเร็จการศึกษาจากเนเธอร์แลนด์มาให้สัมภาษณ์รายการวิทยุ เล่าให้ฟังว่าประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงานอย่างมาก ซึ่งเป็นที่น่ายินดีครับ
เบื้องต้นได้ทราบว่า โครงการ ODOS ที่ฟื้นใหม่นี้ นอกจากทุนการศึกษาแล้ว ยังมีทุนการฝึกอบรมระยะสั้นในต่างประเทศ ซึ่งน่าจะช่วยเปิดโลกทัศน์ให้ผู้ได้รับทุนอย่างมากครับ
กลับมาที่แผนพัฒนากำลังคนตามแนวคิด “ชาติสร้างคน คนสร้างชาติ” นั้น ขอเรียนเสนอ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี สถาบันอุดมศึกษาและภาคเอกชน ดังนี้
- ใช้หลัก 3 ประสานคือ ภาครัฐ สถาบันการศึกษาและวิจัย และภาคอุตสาหกรรม ร่วมกันคิดและกำหนดแผนแม่บทในการพัฒนากำลังคนระยะยาว 5-10-20 ปี โดยมองภาพประเทศไทยในอนาคตในช่วงระยะเวลาดังกล่าวว่าต้องการกำลังคนทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพอย่างไร? แผนแม่บทนี้ใช้สำหรับบ่มเพาะเยาวชนต้องกำหนดทั้งนโยบาย มาตรการ และแผนปฏิบัติการ ที่จะบ่มเพาะเยาวชนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงอุดมศึกษา ตลอดจนทุนการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ ที่แตกต่างจากแนวทางการให้ทุนแบบเดิมที่ใช้ระบบ “หารยาว” แจกจ่ายไปยังหน่วยงานที่ต้องการทุนเป็น “เบี้ยหัวแตก” ต้องให้ทุนไปเป็นกลุ่มวิชาที่สอดคล้องกับภาพประเทศในอนาคต
- มีหน่วยงานบริหารจัดการทุนการศึกษาที่คอยติดตามความคืบหน้าและผลสำเร็จของนักเรียนทุน ไม่ว่าจะยังคงให้ทุนแบบ ODOS หรือ กพ. หรือทุนกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ก็ตาม ผมเสนอให้รวมทุนทั้งหมดมาอยู่ที่หน่วยงานเดียวกันเพื่อการติดตามและประเมินผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- มีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัด “ระบบนิเวศ” ที่เหมาะสมสำหรับผู้สำเร็จการศึกษา เพื่อให้กลับมาสร้างงานสร้างคุณประโยชน์ให้ประเทศไทยได้อย่างแท้จริงเช่นในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ประเทศพัฒนาเจริญรุดหน้าอย่างแท้จริงหลายด้านจากบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ หากเราจัดระบบได้ดี โครงการ Reversed Brain Drain และ Talent Mobility ก็สามารถดำเนินการได้อีกครั้งอย่างมีประสิทธิผลครับ
จาก 3 ข้อแรก และ 3 ข้อหลังนี้ แม้จะใช้เวลาบ้าง แต่ผมไม่คิดว่าจะสายเกินไปถ้าได้เริ่มต้น ณ บัดนี้ครับ
ขอขยายความคำว่า “ระบบนิเวศน์” ที่ผมกล่าวถึง คือ ระบบที่รองรับทั้งเรื่องการงานอาชีพ ผลตอบแทนที่เหมาะสม การอยู่อาศัย ระบบการศึกษาสำหรับลูกหลาน ตลอดจนระบบสวัสดิการและสาธารณสุขที่มีคุณภาพและค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผลครับ
สิงคโปร์ สาธารณรัฐประชาชนจีน และเวียดนาม เป็นตัวอย่างที่ดีในการจัด “ระบบนิเวศ” ที่ทำให้สามารถดึงดูดกำลังคนที่มีคุณภาพที่ทำงานอยู่ในต่างประเทศกลับมาสร้างคุณประโยชน์ในการพัฒนาประเทศให้เจริญเติบโตก้าวหน้าได้อย่างก้าวกระโดด
ผมพยากรณ์ว่าอินเดียจะเป็นประเทศต่อไปที่จะตามหลังจีนโดยเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้เพราะบุคลากรคุณภาพของอินเดียกระจายอยู่ตามประเทศพัฒนาต่าง ๆ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา เราได้เห็น CEO ของบริษัทชั้นนำต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกาเป็นชาวอินเดียทั้งนั้น
และ….หากเมียนมาแก้ไขปัญหาเรื่องการเมืองการปกครองได้ จะเป็นประเทศต่อไปที่จะตามติดเวียดนามและสิงคโปร์ในอนาคตครับ
ที่มา: อินทาเนีย ฉบับที่ 3 ปี พ.ศ. 2568 คอลัมน์ สะดุดฟันเฟือง โดย รศ. ดร.ปริทรรศน์ พันธุบรรยงก์ วศ.15
