April 18, 2021
อย่าเรียนอย่างเดียว ต้องเที่ยวด้วย

อย่าเรียนอย่างเดียว ต้องเที่ยวด้วย


บทความสำหรับวารสารฉบับนี้ผมขอพูดถึงเกร็ดประสบการณ์ที่นำมาสู่ข้อคิดที่ว่า อย่าเรียนอย่างเดียว ต้องเที่ยวด้วยผมหมายความเช่นนี้จริง ๆ หรือถ้าจะขยายข้อความให้กระจ่างขึ้นอีกก็อาจเป็นว่า อย่าเรียนหนังสืออย่างเดียว ต้องเรียนงาน และ ท่องเที่ยว เดินทางไปด้วยแต่ต้องรู้จักเที่ยวหรือท่องเที่ยวเลี่ยงที่อโคจร และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นควรหากิจกรรมทำไปด้วย แต่หมั่นเตือนตัวเองเสมอว่า ระหว่างเป็นนักเรียนการเรียนต้องอยู่ในลำดับต้นถ้าเรียนจบทำงานแล้วงานก็ต้องมาก่อน ใช้วันหยุดหรือนอกเวลางานให้เป็นประโยชน์ เวลาเดินทางผมจะใช้ที่พักเพียงเพื่ออาบน้ำและนอนเป็นหลักเท่านั้น ที่เหลือคือออกหาประสบการณ์เมื่อมีเวลาเป็นส่วนตัวแล้ว

การเรียนรู้ผสมการท่องเที่ยวช่วยให้เราได้เห็นวัฒนธรรมหลากหลายที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันและการทำงานได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเจรจาต่อรองที่หากเราเข้าใจในวัฒนธรรมของคู่เจรจา เช่น มาจากพื้นที่ใด หรือวิชาชีพใด จะทำให้เราเข้าถึงจิตใจเขาได้ง่ายขึ้น ช่วยเสริมประสิทธิภาพและไหวพริบในการเจรจา หากเริ่มไม่ถูกทางอาจทำให้คู่เจรจารู้สึกอยากปฏิเสธไว้ในใจตั้งแต่เริ่มแล้ว สามารถนำไปใช้ได้กับงานทั้งด้านเทคนิค (Technical) และไม่เทคนิค (Non-technical) ซึ่งมีความผูกโยงกันเสมอ ผมเองได้นำไปใช้บรรยายในหัวข้อ การเจรจาต่อรองและจัดการข้ามวัฒนธรรม (Negotiation & Cross-Cultural Management) ด้วย หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เกิดแนวคิดและแรงกระตุ้นต่ออนุชนรุ่นหลังที่อาจเลือกนำไปใช้ประโยชน์ได้

ผมสนใจเรื่องเที่ยวมาแต่เด็ก แต่ไม่มีโอกาสมากนัก ได้แต่อ่านจากหนังสือหรือดูจากโทรทัศน์ แม่บอกว่าตอนเด็กเมื่อเริ่มอ่านหนังสือได้ พอกลับมาจากโรงเรียนก็มักจะเอาหนังสือเล่มเดิม ๆ มาอ่านโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เที่ยวรถไฟ” ตัวเอกเป็นเด็ก 2 คนชื่อเรณูและปัญญา ที่นั่งรถไฟเที่ยวชมวิวทิวทัศน์สองข้างทางกันไป เมื่อรถจอดตามสถานีก็จะมีของมาขาย เช่น ข้าวเหนียวไก่ย่าง ไข่ต้ม อ้อยควัน ฯลฯ ทำให้นึกอยากเที่ยวบ้าง และช่วงหนึ่งของชีวิตก็ได้มาทำงานที่การรถไฟฯ

สมัยนั้นโทรทัศน์เป็นขาว-ดำ มีอยู่ 2 ช่อง คือช่อง 4 ไทยทีวีบางขุนพรหม (ออกนิตยสารชื่อ “ไทยโทร ทัศน์”) และช่อง 7 กองทัพบกสนามเป้า (ออกนิตยสารชื่อ “แฟนสัมพันธ์”) มีรายการเฉพาะช่วงเย็นค่ำ ราว 5 โมงเย็นถึง 5 ทุ่มกว่า ไม่ได้มีทั้งวันอย่างเดี๋ยวนี้ (ยกเว้นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่มีกลางวันด้วย) จำว่าเวลาช่อง 7 เปิดสถานีจะมีรายการชื่อว่า โทรทัศนาจร มีภาพวิวทิวทัศน์ต่างประเทศมาฉายพร้อมดนตรีเบาๆ ของท้องถิ่นนั้นๆ ประกอบ ผมชอบนั่งดูเมื่อกลับจากโรงเรียน แต่ที่ไม่พลาดคือรายการสารคดีท่องเที่ยวที่มักจะพาไปดูการผลิตสินค้าพื้นบ้านพร้อมไปด้วย เช่น การทำทุเรียนกวน น้ำตาลปิ๊บ ฯลฯ ได้แก่ รายการ เที่ยวเมืองไทยไปกับโอวัลติน น่าจะทางช่อง 4 และ “สองข้างทางรถไฟ” น่าจะมาทีหลัง และเผยแพร่ทางช่อง 7

สมัยเด็กที่บ้านรับนิตยสารสำหรับเด็กมาไว้ให้อ่านชื่อ “ดรุณสาร” มีฉบับหนึ่งลงบทความเกี่ยวกับดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) พร้อมภาพบนหน้าปก สร้างความใฝ่ฝันให้อยากเห็นอยากไปเที่ยวมาก ซึ่งโอกาสที่จะเกิดขึ้นค่อนข้างริบหรี่ เพราะแม่ยังมีหนี้สินที่ต้องชดใช้แทนจากการไปค้ำประกันให้ญาติสนิท (แม่สั่งไว้ห้ามค้ำประกันให้ใคร ไม่ว่ามาด้วยเหตุผลใดทั้งสิ้น) แต่ในที่สุดเมื่อโตขึ้นผมก็ได้ไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ ตั้งใจไปทุกที่ที่มี และก็ไปมาหมดแล้ว เรียงตามลำดับที่ไปคือ ดิสนีย์เวิลด์ฟลอริดา ดิสนีย์แลนด์ลอสแอนเจลิสโตเกียวดิสนีย์ ยูโรดิสนีย์ฝรั่งเศส ฮ่องกงดิสนีย์ และเซี่ยงไฮ้ดิสนีย์บางแห่งไม่มีใครไปด้วยก็ไปคนเดียว คิดว่าถ้ามีดิสนีย์เปิดใหม่ที่ไหนก็จะไปอีกให้ครบ

สมัยเรียนชั้นมัธยมไม่ค่อยได้ไปไหนมาก นอกจากเล่นกีฬาพอสนุก และดูกีฬานักเรียน เช่น ฟุตบอล รักบี้ มวย เพราะทางโรงเรียน (อำนวยศิลป์ ส่งแข่งหลายประเภทกีฬา พอเข้ามหาวิทยาลัย (วิศวฯ จุฬาฯ พ.ศ. 2510) ก็เลยทำกิจกรรมหลายชมรม เช่น ชมรมวิชาการ ชมรมบริการโลหิตและสังคมสงเคราะห์ ฯลฯ ตอนปิดเทอมต้นปี 2 ไปกับชมรมปาฐกถาและโต้วาทีที่ขุนตาน น่าจะประมาณ 20-30 คน นั่งรถไฟไปกัน พวกเราได้รับความกรุณาเป็นอย่างสูงจากท่าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ให้ใช้ที่พักของท่านบนยอดที่ 2 หรือ ย.2 ของดอยขุนตาน พร้อมเลี้ยงอาหารและอยู่ดูแลพวกเราที่นั่นด้วย อีกทั้งยังลงมือทำข้าวหลามที่มีหน้าเป็นน้ำพริกไม่ใช่กะทิให้กิน อร่อยมาก ไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน โดยบอกว่าเรียนมาจากหม่อมแม่ของท่าน จากนั้นต่อ ๆ มาก็ได้ไปดอยขุนตานกับเพื่อนกลุ่มอื่นอีกหลายครั้ง บางครั้งก็พักที่บ้านพักรถไฟบนยอดที่ 1 หรือ ย.1

พอปิดเทอมปลายปี 2 เป็นชาวค่ายไปพัฒนาการศึกษาที่บ้านสำราญ จังหวัดชัยภูมิ ตอนปิดเทอมปลายปี 3 ไปฝึกงานที่โรงงานของบริษัทปูนชิเมนต์ไทย ซึ่งตอนนั้นยังเผาปูนอยู่ที่บางชื่อได้ความรู้ดีมาก นายช่างรุ่นพี่ใช้งานและให้ลงมือทำจริง ได้เดินเข้าไปดูในเตาเผาปูนตอนช่วงหยุดซ่อมทำวาระด้วย ตอนปี 4 มีเรียนวิชา Industrial Organization ทำคะแนนได้ดีมาก เพราะเอาที่ได้ฝึกงานมาประกอบเป็นตัวอย่างตอบข้อสอบ มีบางช่วงเหมือนกันที่ค่อนข้างจะหลงระเริงไปกับกิจกรรม แต่ได้เพื่อนสนิทเตือนสติเขาเล่นฟุตบอลเก่ง (เกษียณที่รองผู้ว่าการไฟฟ้านครหลวง) เราเองก็เตือนเขาไม่ให้เล่นฟุตบอลจนเพลิน ถ้อยทีถ้อยอาศัยเตือนสติกัน

ปิดเทอมต้นปี 4 ไปเที่ยวภูกระดึงกับชมรมวรรณศิลป์ แต่เกิดเรื่องเศร้า ทีมหัวหน้าคณะซึ่งขึ้นเป็นกลุ่มสุดท้ายเสียชีวิตทั้ง 3 คนจากดินถล่ม (Landslide) หมอกลงหนามาก มองทางแทบไม่เห็นหลงทางกัน ได้เหล่า ตชด. ที่มีความชำนาญในเรื่องการเดินป่าออกมาช่วยตามหาพวกเราและพาไปที่พัก ได้เพื่อนคณะบัญชี จุฬาฯ ที่อยู่บนนั้นก่อนแล้วช่วยเรื่องต่าง ๆ ในส่วนของจำนวนยังขาดไป 3 คน 2 วันผ่านไปหมอกเริ่มจาง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงมาช่วยหาและพบว่าเสียชีวิตทั้ง 3 คนแล้วจากดินถล่มทับ (รายละเอียดขอไม่เล่า) ผมเองอยู่ในกลุ่มรองสุดท้าย ตอนผ่านที่เกิดเหตุซึ่งทราบภายหลังนั้นต้องคลานแล้ว เพราะทางขาดและมีต้นไม้ล้ม จากการที่ดินเริ่มเคลื่อนตัว ถอยหลังก็ไม่ได้แล้ว วันกลับต้องลงขันกันจ่ายเป็นค่ารถบัส ส่วนค่าอาหารชาวบ้านยกให้เพราะเงินที่เก็บไปทั้งหมดอยู่กับทางหัวหน้าคณะ ไม่รู้ว่ากระจายฝังอยู่ในโคลนดินที่ใด ตอนนั่งรถกลับมองไปที่ภูเขายังเห็นรอยโล้นเป็นสีลูกรังซึ่งน่าจะเป็นที่เกิดเหตุ จากวันนั้นถึงวันนี้ ผมไมไปภูกระดึงอีกเลย แม้แต่เพลงภูกระดึงที่แสนจะไพเราะ เวลาได้ยินก็มักจะทำให้นึกย้อนเหตุการณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท่อนที่ว่า แม้ใครได้ยล ขออยู่ไปจนตาย

ระหว่างเรียนเทอมปลายปี 4 ทางคณะส่งไปทำงานตอนเย็นที่บริษัทขายเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ ชื่อ “เอสบอร์ดีน” อยู่สนามเป้าตรงข้ามสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ได้ความรู้ดีมาก ทั้งทางเทคนิคและการค้า จำที่เจ้าของบริษัทสอนได้จนถึงทุกวันนี้ว่า…ไม่มีคำว่า “No”กับลูกค้า แต่ให้ใช้ “Yes, but” แทน… คือเราทำให้ได้เสมอในทางเทคนิค แต่ลูกค้าจะสู้ราคาที่ต้องสูงขึ้นไหม จะคุ้มไหม ให้ลูกค้าพิจารณาหรือปฏิเสธเอง

นี่คือจุดเริ่มของเกร็ดประสบการณ์ในช่วงแรกของชีวิตมหาวิทยาลัยสมัยเรียนปริญญาตรีที่คละด้วยเรียน กิจกรรม ท่องเที่ยว ฝึกงาน และทำงาน ได้ความรู้ทั้งในงานวิศวกรรมและสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งยังคงนำมาประยุกต์ใช้ได้จนถึงทุกวันนี้

ผมเริ่มงานประจำงานแรกเมื่อ พ.ศ. 2514 โดยได้รับการบรรจุเข้าเป็นอาจารย์ที่คณะวิศวฯ จุฬาฯ ในแผนกเครื่องกล สอนอยู่หลายวิชา อาทิ Thermodynamics และ Engineering Drawing ขั้นตอนการเข้าเป็นอาจารย์ไม่มีพิธีรีตรองอะไรมาก คือช่วงปิดเทอมต้นปี 4 ผมไปเดินเล่นอยู่ที่คณะฯ อาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งได้กรุณาเรียกผมขึ้นไปที่ห้องแล้วถามว่า เมื่อจบแล้วอยากเป็นอาจารย์ไหมผมก็ตอบด้วยความดีใจและเต็มใจว่าอยากครับ เพราะคิดว่าน่าจะมีโอกาสสูงที่จะได้เรียนต่อด้วย พอเรียนจบก็ได้รับการบรรจุเข้าเป็นอาจารย์ประจำที่คณะวิศวฯ จุฬาฯเลย ผมได้ใช้เวลาเรียนปริญญาโทที่คณะขนานพร้อมไปด้วย ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไกล จะเรียนที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอ.ไอ.ที,) ซึ่งตอนนั้นตั้งอยู่ที่คณะฯเช่นกันก็ไม่ได้ เพราะกำลังจะย้ายไปอยู่ที่รังสิต

ก่อนเริ่มงานสอนมีช่วงเวลาว่างอยู่ 2 เดือน ก็เลยไปฝึกงานด้านการซ่อมบำรุงยานพาหนะและเครื่องมือกล ที่การไฟฟ้านครหลวงสามเสน ท่านผู้อำนวยการให้ความเมตตาสูง ใช้งานเต็มที่ ได้ประสบการณ์หลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคปฏิบัติ

ช่วงสอนที่คณะวิศวฯ จุฬาฯ งานเยอะมาก เพราะเรียนปริญญาโทพร้อมกับทำวิทยานิพนธ์ไปด้วย และรับงานพิเศษทดสอบอุปกรณ์ที่หน่วยงานภายนอกมาจ้างตรวจสอบด้วย แล้วแบ่งรายได้กับคณะ แต่ก็ยังพอจัดเวลาท่องเที่ยวในประเทศ ขึ้นเหนือล่องใต้ได้ในยามปิดเทอมช่วงนั้นมีการเคลียร์พื้นที่ห้องสมุดคณะวิศวฯ และทิ้งหนังสือจำนวนมาก ผมไปค้นที่เรียกว่ากองขยะหนังสือ เผื่อมีเล่มสำคัญ ๆ ที่ไม่เอาแล้วหลงติดออกมาบ้าง แล้วก็เจอจริง ๆ เป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกทางไฟฟ้าของ ศาสตราจารย์ ดร.บุญรอด บิณฑสันต์ ปูชนียบุคคลทางวิศวกรรมศาสตร์ (นิสิตเก่า วศ.2472-กองบรรณาธิการ) จบที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดตั้งแต่ก่อนผมเกิด ท่านคงมอบให้ทางคณะฯ ไว้ผมได้เก็บมารักษาไว้นับได้ 36 ปี เมื่อมีโอกาสจึงได้มอบต่ออย่างเป็นทางการให้สมาคมนิสิตเก่าวิศวจุฬาฯ ตั้งแต่ พ.ศ. 2551 เพื่อไปเก็บรักษาไว้ต่อไป

ระหว่างนั้นพอดีสอบได้ทุน ก.พ. ไปเรียนต่อต่างประเทศ ตอนสอบสัมภาษณ์ได้ขออนุญาตเปลี่ยนทุนจากที่เลือกไว้เดิมแต่ต้น (ที่ตอนยื่นใบสมัครไมได้ไตร่ตรองให้รอบคอบก่อน) ซึ่งก็ต้องยอมรับสภาพหากเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่คณะกรรมการสอบสัมภาษณ์ท่านใจดีและกรุณา หลังสัมภาษณ์เสร็จท่านบอกว่าอยากสลับเลือกทุนอะไรก็ตามใจ ให้ไปทำบันทึกไว้ที่หน้าห้อง มีทั้งหมด 6 ทุน ทางสาขาวิศวกรรมเครื่องกล แต่เผอิญปีนั้นมีผู้ผ่านข้อเขียนเพียงคนเดียว จึงอนุโลมยอมให้เลือกที่ว่างได้ ผมขอเลือกทุนการรถไฟแห่งประเทศไทยเพราะน่าจะมีโอกาสได้เรียนรู้งานภาคปฏิบัติได้มากกว่า (ทฤษฎีพออ่านเองได้บ้าง) และยังมีโอกาสได้ท่องเที่ยวเดินทาง ได้เรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นของแต่ละภาค อีกทั้งตอนเด็กก็ชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับรถไฟอยู่ด้วย ทุนที่เหลือส่วนใหญ่จะไปสอนหนังสือตามมหาวิทยาลัยที่เปิดมาได้ไม่นานในสมัยนั้น (เมื่อราว 50 ปีที่แล้ว)

จากนั้นผมก็ต้องไปรายงานตัวที่การรถไฟฯ แต่ไม่รู้จะไปรายงานตัวกับใคร สอบถามเมื่อไปถึงได้ความว่า ให้ไปรายงานตัวกับรองผู้ว่าด้านวิศวกรรม ผมก็ไปที่ห้องเพื่อขอพบโดยไม่รู้จักมาก่อน ท่านคุยด้วยอย่างดี มีเมตตามาก ท่านเองจบปริญญาเอกทางวิศวกรรมเครื่องกลมาจาก MIT ท่านผู้นั้นก็คือ ดร.เชาวน์ ณศีลวันต์ (นิสิตเก่า วศ.2493-กองบรรณาธิการ) อดีตองคมนตรี (ขออนุญาตเอ่ยนาม)เหตุการณ์ที่ผมคุยกับท่านผ่านมาแล้วราว 50 ปี ผมยังระลึกถึงอยู่ตลอด แต่ยังไม่มีโอกาสเล่า ขอใช้พื้นที่ตรงนี้เล็กน้อยกล่าวถึงโดยสังเขป ด้วยความเคารพ ระลึกถึงคุณความดี ความกรุณา และยุติธรรมของท่าน ทั้งที่ตอนนั้นเพิ่งได้รู้จักและเจอกันครั้งแรก มิได้มีเจตนาก้าวล่วงแต่ประการใด

ท่านถามว่าจะไปต่อปริญญาเอกที่ไหน เมื่อผมเรียนท่านไปท่านก็ตามใจ แต่บอกว่าอยากให้ไปที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน เมืองแอนอาร์เบอร์ (เท่าที่ทราบยังไม่มีคนไทยจบปริญญาเอกเครื่องกลจากที่นี่) ผมก็เรียนท่านว่าผมเคยสมัครไปแล้ว และเขาก็รับแล้วแต่สมัครเพียงปริญญาโท ไม่กล้าสมัครปริญญาเอก เพราะเป็นมหาวิทยาลัยระดับ Top 5 ทางสาขานี้อยู่ตอนนั้น เกรงเขาจะไม่รับรองปริญญาโทจากเมืองไทยที่ผมได้รับ ถ้าผมต้องไปทำปริญญาโทใหม่ก็ไม่แน่ใจว่าทุนจะให้ต่อเอกหลังจากนั้นไหม ส่วนที่อื่นผมสมัครและเขารับเข้าเรียนปริญญาเอกเลย… ท่านก็ไม่ว่าอะไร ผมยังจำที่ท่านบอกได้ว่า ทุนที่สอบโดยสำนักงาน ก.พ. ตามความต้องการของการรถไฟฯไปทำปริญญาเอกทางสาขาวิศวกรรมเครื่องกลนั้น ตัวท่านเองเป็นคนแรกที่ได้รับ และผมเป็นคนที่ 2 และก็ไม่รู้ว่าจะมีอีกไหม (เท่าที่ทราบก็ไม่มี ส่วนเรื่องสิทธิต่าง ๆ ทางนี้ที่ปกติผู้สอบผ่านทาง ก.พ. พึงได้ตามกฎเกณฑ์การสอบโดยสำนักงาน ก.พ. นั้น ทางการรถไฟฯ จะไม่ให้ ผมจำที่ท่านพูดได้ดีว่า :

“ตอนผมไปผมก็ไม่ได้ แต่ผมคิดว่าเป็นความถูกต้องที่ควรได้ตามกฎเกณฑ์ ผมจะทำให้คุณได้”

แล้วท่านก็ทำให้ผมจริง ๆ ได้สิทธิหลัก ๆ ขึ้นมาหลายอย่าง เมื่อผมไปที่อเมริกาแล้วได้หาโอกาสไปที่แผนกเครื่องกล มหาวิทยาลัยมิชิแกน ขอพบอาจารย์ที่ดูแลเรื่องการรับนักศึกษา เนื่องจากมีประวัติเดิมที่เคยรับเข้าเรียนปริญญาโทอยู่แล้ว เพื่อขอเปลี่ยนเป็นเข้าเรียนปริญญาเอกแทน ท่านสัมภาษณ์อยู่พักหนึ่ง ในที่สุดก็รับ แต่ก็บอกว่าไม่รับประกันว่าจะจบหรือไม่นะ เพราะยังไม่คุ้นกับมหาวิทยาลัยที่เราจบมา ผมรีบแจ้งผลการรับเข้าเรียนนี้ตรงไปยังท่าน ดร.เชาวน์ พร้อมให้ทราบว่า ค่าเล่าเรียนสูงกว่าที่เดิมและเกินงบประมาณ แต่เพียงไม่นานก็ได้รับคำตอบอนุมัติกลับไป

มาได้ทราบภายหลั่งว่าแผนกวิศวกรรมเครื่องกลที่นี่ในตอนนั้นมีกฎว่าต้องสอบ Qualifying Exam ในปีที่ 2 หลังจากเข้าโปรแกรมและต้องผ่านในครั้งเดียว ไม่มีแก้ตัว ถ้าตกก็ต้องออก สถิติได้ครึ่งตกครึ่งโดยประมาณ ได้รู้จักว่าโรคเครียดจริง ๆ เป็นอย่างไรก็ในครั้งนี้นี่แหละ ไปหาหมอที่หน่วยแพทย์ของมหาวิทยาลัย เจอหมออายุราว 70 ปีแล้ว ท่านเชี่ยวชาญเรื่องนี้และคงเจอมาเยอะ บอกว่าโรคนี้รักษาไม่หายหรอก สอบเสร็จผ่านแล้วยูก็หายเอง จริงอย่างท่านว่า พอสอบผ่าน โรคปวดหัว ตึ้บหัว ตึงที่ลูกตาและท้ายทอย หายสนิท

ย้อนมาที่ตอนเดินทางจากเมืองไทย เนื่องจากกระบวนการต่าง ๆ ใช้เวลานานกว่านักเรียนทุนรุ่นเดียวกันคนอื่น พอเรื่องเรียบร้อยก็ต้องรีบเดินทางทันที ไม่มีเวลาเตรียมตัวมาก ต้องเดินทางคนเดียวทาง ก.พ. จัดตั๋วสายการบิน TWA ให้ (ตอนนั้นยังมีบินเมืองไทยอยู่)จำได้ว่าใช้เครื่อง DC-10 เครื่องบินแวะระหว่างทางไปเรื่อย ๆ กรุงเทพฯ-ฮ่องกง ฮ่องกง-ไทเป ไทเป-กวม กวม-ฮาวาย ฮาวาย-ลอสแอนเจลิสเครื่องขึ้นลงเป็นว่าเล่น แต่ตอนนั้นชอบ ได้ไปหลายประเทศดี ขอนั่งเก้าอี้ริมหน้าต่างดูวิวตอนเครื่องขึ้นลง เดี๋ยวนี้ไม่เอาแล้ว บินตรงดีที่สุดไม่ขัดจังหวะการนอน เก้าอี้ก็ขอริมทางเดินอย่างเดียว ไปห้องน้ำสะดวก ที่สนามบินลอสแอนเจลิสได้เปลี่ยนเครื่องเป็นสายการบิน American Airlines บินในประเทศ มีแวะกลางทางหนึ่งแห่ง น่าจะเป็นที่เดนเวอร์ ก่อนถึงปลายทาง คือไม่ได้บินตรงอยู่ดี

ก่อนเปิดเรียนจริงมีเพื่อนนักเรียนไทยที่มิชิแกนจัดขับรถไปเที่ยวทางแถบฝั่งตะวันออกของประเทศ จากเหนือจรดใต้ ผมก็ติดไปด้วยตอนนั้นไปถึงได้ไม่นานยังไม่มีใบขับขี่ที่นั่น

ตอนทำปริญญาโทที่เมืองไทยผมทำวิทยานิพนธ์ทาง Solid Mechanics ตอนไปลงทะเบียนเรียนอาจารย์ที่รับลงทะเบียนเขาสอนวิชา Molecular Theory of Gas ซึ่งเกี่ยวกับ Quantum Mechanics พวก Einstein Theory อะไรทำนองนั้น ทราบภายหลังว่ามีเด็กลงทะเบียนเรียนไม่พอเขาจึงชวนให้เลือกวิชานั้น ไปใหม่ ๆ เด็กไทยมักจะ “Say No” ไม่เป็น ชีวิตจึงต้องผกผันไปทำทางด้าน Thermal Science เรียนพวก Fluid และ Heat Transfer ด้วยมีแต่ Math ล้วนไม่มีคิดเลข และทำวิทยานิพนธ์ทางด้านนี้ โดยต้องเรียนระดับ Advanced เพราะอยู่ในโปรแกรมปริญญาเอก วิชาเบื้องต้นไปนั่งฟังได้ แต่ไม่นับหน่วยกิตให้ เปรียบเหมือนต้องเรียน ก-ไก่ ข-ไข่ ขนานควบคู่ไปกับการเรียนวิชาเรียงความ อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้ทิ้งสายเดิมทาง Solid Mechanics เสียทีเดียว คือเรียนไปทั้งคู่เลย

ช่วงแรกยากจนมากแต่ไม่บอกทางบ้าน ทุน ก.พ. ตอนนั้นให้เดือนละ 200 เหรียญ (เหรียญละ 20 บาท) ครอบคลุมทั้งค่ากินอยู่และที่พัก เพราะไปถึงช้า จองหอพักของมหาวิทยาลัยที่ถูกกว่าไม่ทัน ต้องพักข้างนอกในปีแรก จ่ายเฉพาะค่าที่พักไม่รวมค่ไฟฟ้าและโทรศัพท์เดือนละ 112 เหรียญ ตอนไปกะว่าจะต่อสู้เอง จึงไม่ให้ทางบ้านส่งเงินไปช่วย ทั้งที่ถามมา อยากกินแอปเปิ้ล (Red Delicious กลิ่นหอมเตะจมูก ก้นมีจีบ) สักลูกที่ขายหน้าตึกเรียน เดินผ่านแล้วผ่านอีกเพื่อตัดสินใจแต่ไม่กล้าซื้อ ทั้งที่ลูกละ 25 เซ็นต์ บางครั้งต้องดื่มน้ำแก้หิวระหว่างอยู่นอกที่พัก ไม่เคยให้ใครที่นั่นรู้ และไม่เคยขอยืมเงินใครเลย ตอนนั้นเป็นคนไทยคนเดียวที่เรียนเครื่องกลอยู่ เคยมีอยู่บ้างไม่มาก แต่กลับกันไปแล้ว

ไปเจรจาหางานทำรับจ้างตรวจการบ้านให้อาจารย์ ได้งานแต่ไม่ได้เงิน เพราะช่วงนั้นงบประมาณจ้างไม่มี แต่ก็รับทำ ทำให้อย่างละเอียด ตรงเวลาทั้งรับงานและส่งงาน อีกทั้งยังเกินหน้าที่ในบางครั้งมีครั้งหนึ่งอาจารย์มีความจำเป็นอย่างมากต้องไปนอกเมือง ท่านก็ถามว่า ยูช่วยสอนแทนได้ไหม ได้ยินว่าเคยสอนที่เมืองไทย ก็รับทำให้จากที่สมัยอยู่จุฬาฯ สอนไปเรียนไปด้วย ทำให้เข้าใจความรู้สึกทั้ง 2 ด้าน เด็กฝรั่งเด็กไทยเหมือนกัน เวลาอาจารย์สอนก็หลับ ๆ ตื่นบ้าง ผมจึงใช้วิธีทำเป็นโตย่อของบทที่จะสอน พร้อมหาตัวอย่างจากแหล่งอื่นมาประกอบแล้วแจกให้ด้วย เด็กก็ชอบ ไม่โวย ทราบว่าตอนอาจารย์กลับมาและถามเด็ก …เด็กบอกว่าถ้าติดธุระก็ให้สหัสสอนแทนบ้างก็ได้… จึงต้องสอนแทนบ่อยขึ้น ในที่สุดก็ได้งานเมื่อเขามีงบประมาณจ้าง มีงานเข้ามาเพิ่มขึ้น ๆ ตลอดเวลา เป็นจุดเริ่มและโอกาสสำคัญที่ทำให้ชีวิตตอนนั้นเปลี่ยนไป

ผมใช้ประสบการณ์หลายปีที่นั่นมาสอนอนุชนรุ่นหลังเสมอว่า ในช่วงเริ่มต้นชีวิตการทำงาน ไม่ต้องเลือกงานที่เงินเดือนสูง (ถ้าไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินจริง ๆ) แต่ให้เลือกที่เขาใช้งานเราหนัก งานเยอะหามรุ่งหามค่ำยิ่งดี เพราะสิ่งที่เราจะได้คือประสบการณ์ที่จะติดตัวเราไปตลอดชีวิต ซึ่งตอนนี้เรายังไม่มี แต่เรากำลังมีพลังแรง เงินทองได้มาเยอะใช้พลาดชั่วพริบตาก็หมดได้ ตอนนี้ผมอายุมากแล้ว พลังเริ่มถอย แต่ยังมีงานตลอด เพราะเรามีประสบการณ์ ผู้ที่เรียนจบออกมาใหม่ ๆ หากได้เงินเดือนมากแต่งานน้อยเบาสบายมีเวลาว่างมากเล่นไลน์ ฯลฯ ผมถือว่าคุณน่ะโชคร้ายตรงกันข้าม หากถูกใช้งานหนักที่เรียกว่าเกินเงินเดือนเสียอีก คุณน่ะโชคดี ทุกงานให้ความรู้คุณได้ทั้งนั้นแม้แต่งานจัดเอกสาร เมื่อคุณเป็นเด็กเวลาไม่รู้ถามใครก็ได้ แต่เมื่อเป็นผู้บริหารแต่พื้นไม่แน่นจะถามใครก็ไม่สะดวก บางงานแม้ไม่ได้เงินเลยแต่อาจได้สิ่งที่สำคัญกว่านั่นก็คือ โอกาส (Opportunity) ที่จะเบิกทางให้เราต่อไปในอนาคต การที่ต้องเป็นมวยแทนให้ผู้ใหญ่ก็เป็นโอกาสดีที่เราจะได้แสดงความสามารถเหนือกว่าหน้าที่ที่เราเป็นอยู่ คิดเสียว่า “มวยแทน” แปลว่า “โอกาส” พยายามทำให้ได้และให้ดี อย่าคิดว่าเป็นการมาใช้งานเราเกินหน้าที่

เป็นอาจารย์ผู้บรรยาย (Lecturer) ที่แผนกเครื่องกล มหาวิทยาลัยมิชิแกน
ภาพเมื่อ พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976) เป็นอาจารย์ผู้บรรยาย (Lecturer) ที่แผนกเครื่องกล มหาวิทยาลัยมิชิแกน เมืองแอนอาร์เบอร์ รับผิดชอบในชั้นเรียนเองทั้งหมด รวมทั้งการให้เกรด

การเรียนปีแรกของผมผ่านไป ผลการเรียนออกมาดีเป็นที่พอใจ งานวิจัยเพื่อเป็นวิทยานิพนธ์ต่อไปก็ออกมาดีด้วยเช่นกัน วันหนึ่งได้รับแจ้งด้วยความดีใจและตื่นเต้นว่ามีการพิจารณาคัดเลือกและตัดสินให้ผมได้รับทุนของมหาวิทยาลัยมิชิแกน ได้เรียนฟรียกเว้นค่าเล่าเรียนที่ค่อนข้างสูงนั้นให้ จึงได้แจ้งไปทางสำนักงาน ก.พ. ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ว่าไม่ต้องส่งค่าเล่าเรียนตอนนั้นให้ผมแล้ว (แต่ค่ากินอยู่ยังขอรับ)สรุปว่าทาง ก.พ. ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเต็มให้ผมเพียงปีแรกปีเดียวเท่านั้น

ระหว่างอยู่ที่นั่นมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ทางแผนกหาคนสอนได้ไม่ทันในวิชา Mechanical Engineering  Design เพราะอาจารย์ที่รับผิดชอบขอเกษียณอายุกะทันหัน ท่านเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงมาก เขียนตำราไว้เยอะและแปลเป็นหลายภาษา ใช้กันหลายประเทศ ชื่อ Joseph E. Shigley (ขออนุญาตเอ่ยนาม) ผมได้รับการทาบทามจาก อาจารย์ผู้ใหญ่และทางแผนกเครื่องกลที่นั้นให้รับหน้าที่แทน เป็นอาจารย์ผู้บรรยาย (เป็น Lecturer ไม่ใช่ Teaching Assistant) รับผิดชอบทั้งหมดเองในชั้นเรียนตั้งแต่ให้งาน ออกข้อสอบ ตรวจข้อสอบ ตัดเกรด ฯลฯ ที่ยากลำบากตอนต้นก็คือเด็กคาดหวังจะได้เจออาจารย์ระดับอินเตอร์ (ชื่อตรงกับผู้แต่งตำราที่จะใช้ด้วย) แต่มาเจอมวยแทน การลองภูมิย่อมมี ผมพูดเสมอว่า เวลาทำงานหากถูกลองภูมิอย่าไปโกรธเขาหากเรามีภูมิให้ลอง ในไม่ช้าเราก็จะคุมเขาได้และได้ดี ครั้งนี้ก็เช่นกัน ประเพณีปฏิบัติที่นี่คือเมื่อหมดเทอมเด็กจะเป็นฝ่ายให้คะแนนการสอนของอาจารย์ด้วย ซึ่งจะไปอยู่ในห้องสมุด นักศึกษาสามารถไปเปิดดูของอาจารย์แต่ละคนได้ ผลการสอนออกมาเป็นที่พอใจต่อทางอาจารย์ผู้ใหญ่และทางแผนกมาก

จากนั้นจึงมีงานเข้ามาตลอด เคยได้มีโอกาสสอนถ่ายทอดสดพร้อมถามตอบสด (ในยุคแรก ๆ เมื่อราว 45 ปีที่แล้ว) ไปยังโรงงานอุตสาหกรรมแถบนั้นในรัฐมิชิแกน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตรถยนต์ของอเมริกา เช่น GM, Ford ซึ่งเป็นกรณีไม่ปกติที่จะมีโอกาสเช่นนี้ งานคำนวณออกแบบให้แก่บริษัทข้างนอก งานวิจัยและงานวิศวกรรมต่าง ๆ เข้ามามาก จากที่เคยยากจนได้เดือนละ 200 เหรียญ ในช่วงหลัง ๆ ได้เดือนละราว 3,000 เหรียญ +/- (เท่ากับราคา Base Price ของรถ Ford Mustang ในขณะนั้น หรือโดยเปรียบเทียบทำงาน 1 เดือนซื้อรถ Mustang ได้ 1 คัน) หากจะไม่กลับไทยก็เชื่อว่าใช้หนี้ทุนได้ไม่ยาก เพราะได้ทุนการศึกษายกเว้นค่าเล่าเรียนของมหาวิทยาลัยที่นั่นด้วย แต่ก็รู้สึกผิด (Guilty) เลยตัดสินใจกลับ จากที่เคยได้รับเดือนละ 3,000 กว่ามาเป็นได้รับเดือนละ 4,000 กว่า แต่คนละหน่วย

จุดเริ่มทั้งหมดนี้มาจากการทำงานอย่างเต็มที่ เกินหน้าที่ ตรงเวลา ด้วยคุณภาพและปริมาณ ถึงแม้จะไม่ได้รับค่าจ้างเป็นตัวเงินในยามที่เรามีความจำเป็นต้องใช้แต่สิ่งที่ได้รับคือโอกาสต่าง ๆ ที่ตามมา และประสบการณ์ที่ไม่มีวันสูญไปจากตัวเรา

ตอนเดินทางกลับเมืองไทย ผมถูกส่งไปดูงานสร้างรถจักรที่ฝรั่งเศสก่อนประมาณ 1 เดือน อยากลองนั่งเครื่องบินความเร็วเหนือเสียง Concorde จากนิวยอร์กไปปารีส เพื่อศึกษาเรียนรู้ในเรื่องสมรรถนะของเครื่อง และความรู้สึกตอนผ่านกำแพงเสียง ตรวจสอบราคาแล้วสูงกว่าตั๋วที่ผมได้รับประมาณ 4-5 เท่า ต้องเพิ่มเงินเยอะ เลยตัดสินใจยังไม่บิน แต่ก็ตั้งใจว่าจะ ลองสักวันหากมีโอกาส

เดินทางเหนือเสียงโดยเครื่องบิน Concorde เส้นทางนิวยอร์ก-ปารีส
เดินทางเหนือเสียงโดยเครื่องบิน Concorde เส้นทางนิวยอร์ก-ปารีส ด้วยความเร็ว 2 เท่า ของเสียง เพื่อหาประสบการณ์ทางวิศวกรรม เช่น ในเรื่อง Sonic Boom

หลังจากนั้นเกือบ 20 ปี ขณะทำงานอยู่ภาคเอกชน ต้องไปทำงานที่อเมริกาด้วยและมีประชุมต่อที่ฝรั่งเศส ช่วงหลังกิจการคอนคอร์ดไม่ค่อยดีจึงมีการทำโปรโมชั่นบ่อย เป็นจังหวะเหมาะ เลยถือโอกาสหาประสบการณ์เดินทางความเร็วเหนือเสียงที่อยากลองมานานแล้ว ในเส้นทางนิวยอร์ก – ปารีส ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมห้องนักบินตามที่ขอด้วยเพราะสมัยนั้นยังไม่เข้มงวดในเรื่องนี้นัก ระดับความสูงที่บินคือประมาณ 60,000 ฟุต หรือประมาณ 2 เท่าของเครื่องบินโดยสารหลักทั่วไป (เพื่อลดแรงเสียดสีของอากาศภายนอกจากความเร็วที่เพิ่มสูงขึ้น) บรรยากาศบนนั้นสังเกตว่าท้องฟ้ามีสีน้ำเงินเข้มกว่าที่มองจากเครื่องบินปกติทั่วไป ถึงแม้บินสูงแต่เครื่องก็ยังมีสั่นบ้างเล็กน้อยเป็นระยะ จอบอกความเร็วจะใช้หน่วย Mach ความเร็วสูงสุดเท่าที่ได้เห็นขณะบินคือ 2.01 Mach ซึ่งจะมีค่าประมาณ 2,450กิโลเมตร/ชั่วโมง ตอนเครื่องบินผ่านกำแพงเสียง บนจอจะขึ้นว่า M 1.00 (หรือคือ 1.00 Mach) พยายามจับความรู้สึกในส่วนของโซนิกบูม (Sonic Boom) แต่ไม่รู้สึกอะไรเลย เพราะเป็นการเกิดนอกตัวเครื่อง

เมื่อกลับมาเริ่มทำงานที่การรถไฟฯ ผมอายุยังไม่ถึงสามสิบปี แต่ต้องดูแลพนักงานและคนงานจำนวนมากที่อายุมากกว่า การถูกลองภูมิเป็นเรื่องธรรมดาอีกเช่นกัน เมื่อเราพิสูจน์ให้เขารู้ว่าเราก็มีภูมิให้ลอง การทำงานร่วมกันจึงสนุกมากได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ผมใช้วิธีให้ความรู้เขาและส่งเสริมด้านกีฬา มีอะไรชำรุดเขาก็เริ่มจะมาตามผมไปดูหรือเก็บมาให้ดูแล้วมาวิเคราะห์หาสาเหตุกัน พร้อมถ่ายภาพเก็บไว้ ผมโชคดีที่สมัยอยู่มิชิแกนได้ทำงานกับผู้เชี่ยวชาญมากในเรื่องนี้ 2 คน เขาแนะนำเราในภาคปฏิบัติจริง ๆ บางเรื่องหาไม่ได้ในตำรา

กองขยะเศษเหล็ก แหล่งสำคัญอันมีค่าแห่งหนึ่งในการหาตัวอย่างความชำรุดมาวิเคราะห์ แล้วนำไปสอน
กองขยะเศษเหล็ก แหล่งสำคัญอันมีค่าแห่งหนึ่งในการหาตัวอย่างความชำรุดมาวิเคราะห์ แล้วนำไปสอน

การวิเคราะห์ความชำรุดของวัสดุ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่า เมื่อมีความชำรุดเกิดขึ้นกับเครื่องจักรเครื่องกลต่าง ๆ และมีการเปลี่ยนชิ้นส่วนใหม่เกิดขึ้นแล้วส่วนใหญ่ของที่ชำรุดแตกหักก็มักจะถูกโยนทิ้งไปหรือขายเป็นขยะเศษเหล็ก แท้จริงแล้วสิ่งเหล่านั้นคือครูที่ดีของเราที่จะสอนถึงการป้องกันแก้ไขหรือพัฒนาให้เหมาะสมขึ้นได้ในอนาคต ข้อมูลการใช้งาน ข้อมูลจากผู้ใกล้ชิดเหตุการณ์ ลักษณะการหัก เช่นมุมที่หัก ลายเส้นที่หน้าตัดรอยหัก ฯลฯ จะช่วยเราในการพิจารณาหาสาเหตุแนวทางการแก้ไขได้มาก ผมมักจะไปคุ้ยหาตามกองขยะเศษเหล็ก รวมทั้งตรวจสอบในบริเวณที่เกิดเหตุการณ์ความชำรุดด้วย แล้วถ่ายภาพหรือตัดเก็บมาไว้เป็นชิ้นงานตัวอย่าง ที่ผ่านมาเคยสอนหลักการวิเคราะห์พร้อมแนวทางการป้องกันแก้ไขให้ทั้งคนงานลูกน้องที่โรงงาน ธุรกิจภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ และตามมหาวิทยาลัยแม้กระทั่งระดับปริญญาโท เช่น ที่แผนกเครื่องกล คณะวิศวฯ จุฬาฯ ซึ่งแนวทางการสอนก็จะลงลึกแตกต่างกันออกไป โดยเน้นกรณีศึกษาจากของจริงและภาพที่คัดสะสมไว้นับร้อย ๆ ภาพ ของรูปแบบความชำรุดในลักษณะต่าง ๆ ซึ่งถ่ายทำด้วยตัวเอง ใช้เวลาสะสมหลายปี และลงทุนเองทั้งหมด

ตัวอย่างความชำรุดของปลอกล้อรถไฟ ที่เกิดจากผู้ใช้ (เริ่มแตกจากรอยรานที่พื้นล้อ)
ตัวอย่างความชำรุดของปลอกล้อรถไฟ ที่เกิดจากผู้ใช้ (เริ่มแตกจากรอยรานที่พื้นล้อ)

ตัวอย่างในภาพที่เห็น เป็นปลอกล้อตู้โดยสารรถไฟที่แตกออก กรณีนี้เกิดจากการใช้แท่งห้ามล้อที่มีสัมประสิทธิ์ความเสียดทานสูงและระบายความร้อนได้ไม่เหมาะสมกับงานที่มีการปรับปรุงเพิ่มแรงกดเข้าไปอีก เมื่อลงห้ามล้อ ความร้อนที่เกิดจากการเสียดสีระบายไม่ทัน บ่อยครั้งเข้าผิวพื้นล้อก็จะเกิดรอยแตกราน (Thermal Crack)แล้วค่อย ๆ กินเข้าไปในเนื้อเหล็กคล้ายรูปวงพระจันทร์เสี้ยว ถึงจุดหนึ่งปลอกล้อรับแรงต่อไม่ไหวก็จะแตกออกจากกัน ทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ เนื้อหาและตัวอย่างความชำรุดที่ได้รวบรวมไว้มีสารพัดรูปแบบ ทั้งจากแรงกด แรงดึง ไฟไหม้ การบิดการงอ ฯลฯ ที่เกิดกับเครื่องจักร และชิ้นส่วน เช่น เพลา ฝาประกับเพลา เทอร์โบชาร์จเจอร์ ฯลฯ โดยได้เรียนพื้นฐานทฤษฎีมา และโชคดีได้ทำงานกับผู้เชี่ยวชาญดังได้กล่าวมาแล้ว จากนั้นก็มาหาประสบการณ์ภาคปฏิบัติเอาเองด้วย ได้เคยวิเคราะห์เรื่องขึ้นศาลที่อเมริกา เช่น อุบัติเหตุที่เกิดมาจากอะไร ถ้าจากการออกแบบก็จะเน้นความรับผิดชอบไปที่ผู้ผลิต ถ้ำจากการบำรุงรักษาก็ไปที่ผู้ใช้ แต่ก็ต้องศึกษาเงื่อนไขสัญญาทางกฎหมายประกอบไปด้วย

ตัวอย่างถัดมาเป็นภาพปลอกล้อแตกเช่นกัน แต่คราวนี้เป็นของรถจักร Krupp ผู้เกี่ยวข้องก็เตรียมการแก้ไขด้วยการปรับแรงกดของห้ามล้อและชนิดของแท่งห้ามล้อ เพราะมีตัวอย่างแล้วดังกล่าวข้างต้น ถึงจะออกจากที่นั้นมาแล้ว แต่เหล่าลูกน้องเก่าก็มักจะขอให้ไปดูเผื่อรวบรวมไว้สอนพวกเขา ผมแนะนำไปว่าในการวิเคราะห์ความชำรุดนั้นต้องดูให้ละเอียด ไม่ควรด่วนสรูปว่าต้องเป็นจากสาเหตุเดิมเสมอไป ได้ให้ถอดปลอกล้อที่แตกออก แล้วตัดเป็นชิ้นซ้ายและขวาของรอยแตกมาดู (ดังในภาพ) จะเห็นได้ชัดว่ากรณีนี้รอยที่กินเข้าไปในเนื้อเหล็กไม่ได้เกิดด้านพื้นล้ออย่างกรณีแรก จึงไม่ใช่เกิดจากปัญหาที่ห้ามล้อ ถ้าไปแก้ไขอย่างที่จะทำกันในตอนแรกก็จะผิดจุด กรณีนี้เริ่มที่ด้านข้างของปลอกล้อตรงที่มีตัวหนังสือ (เหมือนโยนก้อนหินลงไปในน้ำ วงคลื่นจะเริ่มตรงจุดที่ก้อนหินกระทบน้ำ) ความชำรุดครั้งนี้จึงเกิดจากผู้ผลิตปลอกล้อที่ตอกตัวหนังสือเป็นโค้ดไว้ด้านข้างโดยไม่ระวังว่าตัว “T” ที่เห็นนั้นลึกและก้นเป็นสันคมเกินไป ทำให้เกิดความเข้มของความเค้น (Stress Concentration) สูง เมื่อใช้งานรับแรงสั่นสะเทือนไประยะหนึ่งจึงเกิดรอยร้าวจากความล้าและกินเข้าไปในเนื้อเหล็กจนถึงจุดที่รับแรงต่อไม่ไหวจึงแตกหักออก (Fatigue Failure)

ตัวอย่างความชำรุดของปลอกล้อรถไฟ ที่เกิดจากผู้ผลิต (เริ่มแตกจากขอบล้อที่ตัว “T” ซึ่งตอกลึกและคมเกินไป)
ตัวอย่างความชำรุดของปลอกล้อรถไฟ ที่เกิดจากผู้ผลิต (เริ่มแตกจากขอบล้อที่ตัว “T” ซึ่งตอกลึกและคมเกินไป)

นอกจากบรรยายให้ความรู้แก่คนงานจากงานจริงและตัวอย่างของจริงทางด้านวิศวกรรมแล้ว ได้หาทางช่วยปรับพฤติกรรมบางอย่างพร้อมไปด้วย ที่โรงงานแห่งหนึ่งที่ผมเคยเป็นนายช่างอยู่ เหล่าคนงานช่วงพักกลางวันก็ไม่ได้มีกิจกรรมอะไรทำกัน เมื่อเลิกงานกลับบ้านพักก็มักจะตั้งวงดื่มเหล้าหรืออาจจะติดยาด้วยก็เป็นได้ จึงได้เรียกประชุมชักชวนมาเล่นกีฬา ซึ่งได้ผลและความร่วมมือมากเกินคาด โดยทุกอย่างเขาต้องมีส่วนร่วมในการเตรียมการด้วย ที่ดินว่างหญ้าขึ้นรกให้ช่วยกันถางและปรับพื้นที่ทำเป็นสนามฟุตบอล แล้วจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นให้ รวมถึงลูกฟุตบอล แต่ให้ลูกแรกเท่านั้น พอเล่นติดแล้ว หากไม่ดูแสรักษาของต้องลงขันซื้อกันเอง โต๊ะปิงปองก็หาไม้อัดขนาดและความหนาที่ได้มาตรฐานให้ แต่ต้องต่อโต๊ะเองเพราะมีช่างฝีมือในโรงงานเยอะออกมาดีมาก ซื้ออุปกรณ์เฉพาะชุดแรกให้เช่นกัน โรงกลึงล้อส่วนที่มีหลังคาคลุมจะขยับของตอนพักกลางวันเพื่อให้สามารถเล่นแบดมินตันได้ ลานจอดรถทุกคนร่วมมือย้ายรถออกชั่วคราวตอนพักกลางวันทำเป็นลานตะกร้อ สำหรับผู้ที่อายุมากหน่อยได้จัดหาไม้สักทองให้ไปต่อทำเป็นกระดานหมากรุกเอง ทุกกรณีจัดหาอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้แต่เฉพาะชุดแรก ทุกรายการต้องยอมลงทุนทยอยควักกระเป๋าเองทั้งสิ้น เบิกไม่ได้ อันที่จริงก็เป็นเงินไม่มากนักเมื่อเทียบกับคุณค่าที่ได้รับ แต่ก็ดีใจที่คุ้มค่า คนเหล่านี้หลายคนมีพรสวรรค์ในเรื่องกีฬาอย่างที่เรานึกไม่ถึง ร่างกายเขากลับมาแข็งแรงกระปรี้กระเปร่าอย่างเห็นได้ชัด ทำงานได้เต็มที่อึดกว่าเดิมมาก มีทั้งแรงกายและแรงใจ พร้อมความร่วมมือที่จะลุยงานไปด้วยกัน พอปลายปีก็จัดให้มีการแข่งขันภายในทุกประเภทกีฬาที่กล่าวถึง ผมเองก็ลงแข่งบางประเภทด้วย

ที่จริงอยากเล่าเพียงเท่านี้ แต่ต้องขอเล่าต่อเพียงเพื่อเป็นกรณีศึกษาเท่านั้น คืองานเหล่านี้ต้องทำต่อเนื่องระยะยาวไม่ใช่เพียงไฟไหม้ฟาง ภายหลังผมได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมเยียน ปรากฏว่าสภาพที่กล่าวมานั้นหายไป สนามที่เคยให้มีการเล่นฟุตบอลหญ้าขึ้นไม่เหลือสภาพ โต๊ะปิ้งปองแหว่งกลายเป็นแท่นเลื่อยไม้และที่วางอุปกรณ์ที่เปรอะเปื้อนน้ำมัน ฯลฯ คงไม่ต้องบรรยายความรู้สึกต่อ

ทำงานรถไฟจะมีไปตรวจงานตามต่างจังหวัดเป็นระยะ เวลาไปทางสายอีสานก็มักจะไปนอนค้างตามวัดป่า พนักงานรถไฟที่นั่นโดยปกติจะคุ้นกับทางวัดเพราะช่วยบริการรับส่งของให้ ได้มีโอกาสพบเจอกราบฟังธรรมและสนทนาธรรมกับเกจิอาจารย์หลายรูปมากที่ยังมีชีวิตอยู่ในสมัยนั้น (เมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว) ขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อท่าน เกรงจะเป็นการกล่าวอ้างหรืออวดอ้างซึ่งไม่เหมาะสม นับเป็นโอกาสที่ดีมาก ๆ ในชีวิตที่ได้เรียนรู้จากท่านเกจิอาจารย์ทั้งหลายเหล่านั้นโดยตรง

(อ่านต่อฉบับหน้า)


ที่มา: อินทาเนีย ฉบับที่ 1 ปี พ.ศ. 2564 คอลัมน์ เรื่องเล่าชาวอินทาเนีย โดย ดร.สหัส บัณฑิตกุล วศ.10