ในยุคที่การเกษตรต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ “น้ำใสฟาร์ม” ของ สุชาติ ปิยะศิรินนท์ วศ.2521 คือหนึ่งในตัวอย่างของการนำหลักคิดแบบวิศวกรเข้ามาผสานกับการทำเกษตรกรรมอย่างสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิดการบริหารจัดการที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากจุดเริ่มต้นของ “เกษตรเพื่อรองรับการเกษียณ” สู่การเป็นฟาร์มเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดที่ดำเนินงานด้วยระบบจัดการน้ำหมุนเวียน พลังงานทางเลือก และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า “น้ำใสฟาร์ม” จึงกลายเป็นต้นแบบของเกษตรสมัยใหม่ที่ผสานศาสตร์แห่งวิศวกรรมและภูมิปัญญาไทยได้อย่างลงตัว จนได้รับรางวัล เกษตรดีเด่นแห่งชาติ ประจำ พ.ศ. 2567 ทั้งนี้กองบรรณาธิการ วารสารอินทาเนียมีโอกาสพูดคุย ถึงเส้นทางชีวิต แนวคิดการบริหารจัดการ และบทเรียนจากการเปลี่ยนอาชีพจากวิศวกรสู่เกษตรกร เพื่อค้นหาคำตอบว่า เขาทำอย่างไรให้น้ำใสฟาร์มกลายเป็นฟาร์มต้นแบบแห่งความยั่งยืนในปัจจุบัน

“เกษตรเพื่อรองรับการเกษียณ” จุดเริ่มต้นของน้ำใสฟาร์ม
สุชาติ ปิยะศิรินนท์ กล่าวว่า ตนนั้นเรียนจบภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจบได้เข้าทำงานในตำแหน่งวิศวกรบริษัทในเครือ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC ทำหน้าที่สำรวจและประเมินโปรเจกต์ต่าง ๆ หลังจากนั้น 2 ปี มีโอกาสได้ร่วมงานกับ บริษัท เอสโซ่ สแตนดาร์ด ประเทศไทย จำกัด มีโอกาสได้ทำงานในหลายแผนกไม่ว่าจะเป็นจัดซื้อ วิศวกรรมแผนกขาย และฝ่ายอุตสาหกรรม ต่อมามีโอกาสได้ทุนจากบริษัท เอสโซ่ สแตนดาร์ด ประเทศไทย เรียนหลักสูตรบริหารธุรกิจภาคค่ำที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหลักสูตร 3 ปี หลังจากเรียนจบถูกชักชวนจากอาจารย์ให้เข้าทำงานด้านไฟแนนซ์ ทำให้เข้าใจเรื่องการทำธุรกิจมากขึ้น และได้เข้าทำงานในบริษัทการเงินเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างฝรั่งเศสและไทย ช่วงนั้นมีโอกาสได้ทำงานในวงการไฟแนนซ์หลายบริษัท จนได้ประสบการณ์ที่หลากหลาย จนกระทั่ง พ.ศ. 2540 เกิดวิกฤติทำให้บริษัทไฟแนนซ์ถูกปิดตัวลงและเกิดผลกระทบกับตัวเอง ทำให้คิดได้ว่าสิ่งที่วางแผนไว้คงไม่เป็นไปตามเป้าหมายและตัวเองคงไม่สามารถทำงานในลักษณะนี้ได้ตลอดไป เนื่องจากทำให้สุขภาพทรุดโทรม รวมทั้งได้วิเคราะห์เรื่องตลาดและศักยภาพในประเทศไทยแล้วว่าภาคอุตสาหกรรมการเกษตรเป็นภาคที่แข็งแรงมากที่สุด และประเทศไทยมีศักยภาพด้านทรัพยากรทำให้มีความได้เปรียบเชิงแข่งขันในด้านเกษตรอยู่แล้ว รวมทั้งภูมิประเทศตั้งอยู่ในเขตร้อน พืชพรรณต่าง ๆ มีความเจริญเติบโตได้ดีกว่าประเทศอื่น ๆ
เริ่มมีแนวคิดที่จะกลับมาทำเกษตรอย่างจริงจัง จากประสบการณ์การทำงานในแวดวงไฟแนนซ์ ได้หล่อหลอมให้มีความรู้ ความเข้าใจ และความมั่นใจในการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ยังมองเห็นว่า ภาคการเกษตรของประเทศไทยยังมีโอกาสพัฒนาได้อีกมาก เมื่อประเมินศักยภาพและแนวโน้มในขณะนั้น เขาพิจารณาแล้วว่า “การทำฟาร์มปลาน้ำจืด” คือทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากได้ศึกษามาก่อนและมีเครือข่ายเพื่อนร่วมรุ่นที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้
สุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการศึกษาข้อมูลพบว่า “ปศุสัตว์บก” มีการพัฒนามายาวนานกว่า 100 ปี เนื่องจากไม่สามารถผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการบริโภคของมนุษย์ จึงเกิดการขยายพันธุ์และพัฒนาอย่างต่อเนื่องในหลากหลายประเภท ขณะที่ “ปศุสัตว์น้ำ” กลับยังมีการเพาะเลี้ยงไม่มากนัก เพราะประเทศไทยมีทรัพยากรทางทะเลอุดมสมบูรณ์ ทำให้ผู้คนสามารถจับปลาธรรมชาติมาบริโภคได้โดยไม่จำเป็นต้องเพาะเลี้ยง
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก World Fish ชี้ให้เห็นว่า ปริมาณปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติกำลังลดลงและไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคของประชากรโลก ส่งผลให้ “การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ” กลายเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งกระแสสุขภาพที่กำลังเป็นเทรนด์ระดับโลกก็ยิ่งส่งเสริมให้ปลา ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนสีขาวที่ดีต่อสุขภาพ ได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น
เมื่อมีพื้นฐานด้านการเงินและการตลาดที่มั่นคง คุณสุชาติจึงตัดสินใจเริ่มต้นโครงการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากการทดลองทำฟาร์มปลาน้ำจืดบนพื้นที่ประมาณ 9 ไร่ ที่อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นพื้นที่ดอน ไม่ประสบปัญหาน้ำท่วม ราคาที่ดินในขณะนั้นอยู่ที่เพียงไร่ละ 100,000–200,000 บาท ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางบนเส้นทางเกษตรที่เต็มไปด้วยความตั้งใจและการวางแผนอย่างรอบคอบ
แนวคิดบริหารจัดการฟาร์มอย่างยั่งยืน
สำหรับช่วงแรกที่ทำฟาร์มสุชาติได้ออกแบบระบบน้ำหมุนเวียนใช้ภายในฟาร์ม โดยไม่ต้องใช้น้ำจากภายนอกฟาร์มจนมากเกินไป ที่สำคัญไม่ต้องปล่อยน้ำเสียออกสู่ภายนอก เพราะพื้นที่ใกล้เคียงอาจได้รับผลกระทบ บวกกับที่เรามีพื้นฐานจากการคำนวณโดยใช้หลักการของวิศวฯที่ตนนั้นได้เรียนมา จึงสามารถกำหนดได้ว่าจะใช้น้ำปริมาณเท่าไหร่ รวมถึงทำการขุดคลองโดยรอบฟาร์มเพื่อทำเป็นบ่อพักน้ำและทำรั้วไปในตัว จากนั้นได้ทำคันป้องกันน้ำเพิ่มเข้าไปอีกด้วย เบื้องต้นทำให้ไม่ต้องลงทุนมากเกินไป ทำให้ชาวบ้านไม่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งยังได้ช่วยเหลือชาวบ้านปล่อยน้ำไปเลี้ยงข้าวในช่วงฤดูแล้งอีกด้วย เป็นการสร้างผลประโยชน์เชิงบวกให้กับชาวบ้านในละแวกนั้น
ปัจจุบันน้ำใสฟาร์ม นครปฐม ดำเนินธุรกิจเพาะพันธุ์ปลาต่าง ๆ 90% คือ ปลานิลแดงและปลานิลแดงแปลงเพศ (เพศผู้ล้วน) หรือที่เรียกว่า “ปลาทับทิม” เกษตรกรจะซื้อจากน้ำใสฟาร์มไปเพื่อเลี้ยงต่อให้กลายเป็นลูกพันธุ์ปลา รวมถึงได้เพาะ
พันธุ์ปลาช่อนร่วมกับกรมประมง กรมประมงพยายามเลือกปลาช่อนจากแหล่งที่มีชื่อเสียงและคัดเลือกจนกระทั่งได้สายพันธุ์ที่ดีที่สุด เพื่อนที่อยู่กรมประมงได้ศึกษามาเป็นระยะเวลา 10 กว่าปี ก่อนเกษียณเขาอยากเห็นปลาช่อนแพร่หลายและสามารถเลี้ยงด้วยอาหารเม็ดได้ ไม่ว่าจะอยู่พื้นที่ไหนของประเทศไทย สามารถเลี้ยงได้ในทุกภูมิภาคของประเทศ ไม่จำกัดเฉพาะพื้นที่ชายฝั่ง
นอกจากนี้ สุชาติยังนำเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกมาปรับใช้ภายในฟาร์ม โดยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ สามารถผลิตไฟฟ้าได้วันละ 60 กิโลวัตต์ สามารถช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 1 ใน 3 ของการใช้ไฟในแต่ละวัน และในอนาคตยังได้มีการวางแผนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพิ่มเพื่อประหยัดพลังงานและลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว รวมทั้งโครงการปุ๋ยอินทรีย์จากมูลปลาที่สร้างประโยชน์และสามารถนำมาปลูกพืชได้ เพื่อเป็นการสร้างปลาที่เลี้ยงในฟาร์มไม่มีการใช้สารเคมี จึงเป็นอีกโครงการที่เราให้ความสนใจเป็นอย่างมากเพื่อเป็นการลด Zero Weste ในฟาร์มและทำให้เกิดการบริหารจัดการที่ยั่งยืนมากขึ้น

มาตรการป้องกันสัตว์น้ำแปลกถิ่น
สัตว์น้ำต่างถิ่น เช่น ปลาหมอคางดำ เข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ไม่สามารถจัดการได้ 100% สำหรับฟาร์มไม่ใช่เรื่องยากหากมีระบบการจัดการที่ดี เช่น มีการกรองน้ำก่อนที่จะนำเข้ามาใช้ภายในฟาร์ม สามารถควบคุมปัจจัยเหล่านี้ได้ แต่ถ้าปลาหมอคางดำหลุดเข้ามาในฟาร์มเราได้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าปลาเหล่านี้สามารถเติบโตและขยายพันธุ์ได้ในทุกสภาพแวดล้อมทำให้เบียดเบียนสัตว์ชนิดอื่น ทำให้ปลาที่เราเลี้ยงไว้ไม่เติบโตหรือหายไป ต้องรู้จักควบคุมและมีความรับผิดชอบต่อสังคมก่อนปล่อยออกไปข้างนอก ปลาหมอคางดำมีข้อดี คือ สามารถกินได้เพราะไม่ได้รับการปรับปรุงสายพันธุ์ ส่วนตัวมองว่ายังดีกว่าผักตบชวาที่แพร่พันธุ์ได้รวดเร็วกว่าและไม่สามารถกินได้ เพราะฉะนั้นการป้องกันถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด
ให้กำลังใจน้อง ๆ อินทาเนียที่กำลังเรียนและใกล้จะจบ
ในฐานะที่มีประสบการณ์มาบ้างกับการให้คำปรึกษาทางธุรกิจ สุชาติเล็งเห็นว่าการทำการเกษตรนั้นเราสามารถทำได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เราทำมาตั้งแต่ก่อนยุคสุโขทัยแสดงถึงการที่เรามีความรู้ นอกเหนือจากวัตถุดิบเรายังมีแรงงานที่ดี เพียงแค่เสริมความรู้ให้เขามีความเข้าใจมากขึ้น หากถามว่าเกษตรควรทำไหมเรื่องนี้ตอบไม่ได้ หากตัดสินใจทำ ควรศึกษาทุกขั้นตอนอย่างรอบคอบ เพราะความเข้าใจตั้งแต่ต้นจนจบจะช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน และที่สำคัญควรทำออกมาให้มีความแตกต่างจากคนอื่น เช่น การปลูกผัก ควรจะเป็นผักปลอดสารพิษ เพราะผู้บริโภคส่วนมากให้ความสำคัญกับสุขภาพ เลือกซื้อผักปลอดสารพิษจะรู้สึกปลอดภัยกว่า ดังนั้นจึงอยากให้น้อง ๆ ศึกษาและทำความเข้าใจอย่างรอบคอบก่อนลงมือทำตั้งแต่เริ่มต้น เพราะการวางแผนและคิดอย่างรอบด้านตั้งแต่แรก จะช่วยลดข้อผิดพลาดเมื่อต้องปฏิบัติจริง
Cr. ที่มาภาพที่ 1 – รูปภาพจาก: Sp Sirinon Google map
ที่มา: อินทาเนีย ฉบับที่ 4 ปี พ.ศ. 2568 คอลัมน์ สัมภาษณ์พิเศษ โดย กองบรรณาธิการ
