มาร่วมกันสร้างสายใยเอื้ออาทรในสังคมไทยด้วยการ “บริจาคโลหิต”

มาร่วมกันสร้างสายใยเอื้ออาทรในสังคมไทย ด้วยการ “บริจาคโลหิต”


สุวิทย์ เมฆวิบูลย์ วศ. 2517

เมื่อปี พ.ศ.2517 ผมเป็นน้องใหม่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬา ได้เห็นกิจกรรมการบริจาคโลหิตครั้งแรกที่ตึก 3 มีรุ่นพี่ อาจารย์ กำลังนอนบริจาคเลือดกันอยู่ก็เลยเข้าไปสอบถามคุณสมบัติผู้ที่จะบริจาคได้และลองทดสอบ ผลปรากฏว่าทดสอบผ่านสามารถบริจาคเลือดได้ก็เลยเข้าร่วมกิจกรรมที่ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อคนโดยตรง และเลือดก็ยังขาดแคลน สภากาชาดไทยจึงเข้ามารณรงค์นิสิตนักศึกษาให้ร่วมกันบริจาคโลหิตกัน

สุวิทย์ เมฆวิบูลย์ วศ. 2517

ผมมองว่าการบริจาคโลหิตส่งผลดีต่อร่างกายตัวเอง ทำให้ร่างกายได้สร้างเม็ดเลือดใหม่ เหมือนกระตุ้นระบบโลหิต และยังสร้างความสมดุลย์ต่อภูมิคุ้มกันที่มีเม็ดเลือดขาวเป็นแกนนำ ช่วงที่เรียนที่คณะวิศวฯ ตลอด 4 ปี ผมก็เข้าร่วมบริจาคในให้ทุกภาคเรียนก็ไม่พบความผิดปกติ ไม่อ่อนเพลีย ไม่มีอาการแพ้หรืออื่น ๆ จึงเข้าร่วมบริจาคมาตลอด จนจบออกไปและเริ่มทำงานก็ไม่สะดวกทั้งสถานที่และเวลา จึงห่างเหินไป ให้ไม่ครบ 4 ครั้งต่อปี หรือทุก ๆ 3 เดือน

ต่อมาก็เริ่มกลับมาบริจาคอีกครั้งในช่วงปี พ.ศ. 2530 เพราะพ่อของลูกน้องต้องการเลือดและโรงพยาบาลตากมีไม่พอจึงไปช่วยกันพร้อมกับญาติพี่น้อง และเพื่อนร่วมงาน

อีก 10 ปีถัดมา เพื่อน ๆ วิศวจุฬาฯ วศ. 2517 ได้นัดรวมตัวเพื่อไปบริจาคพร้อมกัน 10 กว่าคน จึงนัดหมายให้เป็นภารกิจของรุ่นเพื่อเน้นการเสียสละ ต่ออายุคนป่วย ทำบุญด้วยโลหิตที่ยังหาวัสดุทดแทนไม่ได้ ตั้งแต่ครั้งนั้นก็สามารถดำเนินกิจกรรมนั้นมาถึงปัจจุบัน

ตอนนี้มีเพื่อนในรุ่นที่คุณสมบัติด้านสุขภาพยังบริจาคได้จำนวนหนึ่ง ได้แก่ คุณเปลี่ยน สกุลสุพิชญ์ คุณศักดิ์ ปราสาทฤทธา คุณธวัชชัย ไวยนิยา คุณวิทยา วีสกุล คุณภัทร์ธนัตถ์ สุทธิสีสังข์ คุณดนุภพ อภิชิตสกุล และสุวิทย์ เมฆวิบูลย์

สุดท้ายนี้พอเชิญชวนพวกเราอินทาเนียจุฬาฯ มาช่วยเหลือสังคมไทยกันด้วยน้ำใจไมตรีผ่านการบริจาคเลือด เพราะประเทศไทยมีความต้องการใช้เลือดสูงถึง 5,000 ยูนิตต่อวัน แต่ได้รับบริจาคเพียง 2,000 ยูนิตต่อวันและเป็นเพียง 3% ของประชากรไทยทั้งประเทศเอง

เชิญชวนพวกเราอินทาเนียจุฬาฯ มาช่วยเหลือสังคมไทยกันด้วยน้ำใจไมตรีผ่านการบริจาคเลือด

มาเป็นฮีโร่ เป็นพระเอกกันดีกว่า….