สถานการณ์ด้านภาวะเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และสิ่งแวดล้อมของโลกนับตั้งแต่สถานการณ์โรคระบาดโควิดในค.ศ. 2019 เป็นต้นมามีความผันผวนอย่างรุนแรง ประเทศที่เคยรุ่งเรืองมั่งคั่งในอดีตทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกากลับถดถอยลงทั่วหน้า ในขณะที่ประเทศแถบเอเชียที่เคยตามหลัง เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีนขยายตัวเติบโตอย่างรวดเร็ว อินเดียเองก็พัฒนาและขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างน่าสนใจ กลุ่มที่น่าจับตามองอีก 2 กลุ่ม คือ ประเทศแถบตะวันออกกลางและแถบทวีปแอฟริกาซึ่งน่าจะเป็นภูมิภาคที่เจริญเติบโตตามมาในไม่ช้า เพราะความได้เปรียบทั้งในด้านทรัพยากรและกำลังคนที่ยังอยู่ในรุ่นหนุ่มสาว
หันกลับมาดูในแถบอาเซียนของเรา ในกลุ่มสมาชิก 10 ประเทศนั้น สิงคโปร์ติดอยู่ในอันดับต้น ๆ ของอาเซียนและของโลกในด้านเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี นวัตกรรม และกำลังคนที่มีคุณภาพ ประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดดและน่าจะมองสิงคโปร์เป็นเป้าหมายที่จะไล่ตามให้ใกล้ที่สุดคือ เวียดนาม น่าสังเกตนะครับว่า ประเทศในกลุ่มอาเซียนเรามีบางประเทศที่พัฒนาขึ้น ๆ ลง ๆ เช่น ฟิลิปปินส์ที่เคยเป็นประเทศชั้นนำของอาเซียนที่นักเรียนไทยสมัยก่อนไปศึกษาต่อกันเพราะใช้ภาษาอังกฤษที่เป็นภาษาสากลได้ดี แต่ปัจจุบันฟิลิปปินส์กลับถดถอยลง และใช่แล้วครับ ประเทศไทยที่รักยิ่งของเรา ก็เคยมีการคาดว่าจะเป็น “เสือตัวที่ 5” ของเอเชีย เราเคย “โชติช่วงชัชวาล” เมื่อประมาณ 40 ปีที่ผ่านมา ในยุคสมัยที่ ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากการขุดพบแหล่งแก๊สธรรมชาติในอ่าวไทย ต่อด้วยยุคของ ฯพณฯ พลเอกชาติชาย ชุณหวัณ ที่มีคำขวัญ “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” ประเทศไทยในยุคนั้นขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตรา 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ต่อปี
ทว่า ตั้งแต่ พ.ศ. 2550 เป็นต้นมา ประเทศไทยเราเข้าสู่ช่วงที่มักเรียกกันเป็นภาษาอังกฤษว่า “ทศวรรษที่ขาดหาย” หรือ Lost Decades ในรูปแบบเดียวกับประเทศญี่ปุ่นที่เคยเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง ค.ศ. 1960-1990 แต่หลังจาก ค.ศ. 1990 เป็นต้นมา ภาวะทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นกลับถดถอยลงอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน…และยังไม่มีแนวโน้มให้เห็นการฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรมทั้งไทยและญี่ปุ่นครับ
ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวแม้จะมีหลากหลายประการ แต่ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือความมั่นคงทางการเมืองการปกครอง หรือบทบาทการนำในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของภาครัฐบาลนั่นเองครับ ที่ญี่ปุ่นแม้พรรค LDP จะครองอำนาจต่อเนื่องยาวนาน เว้นวรรคบ้างเพียงชั่วคราว แต่เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีอยู่บ่อย ๆ โดยในพรรคเองก็มีหลาย “มุ้ง” ที่ผลัดกันขึ้นมา ทำให้นโยบายไม่ต่อเนื่อง
ประเทศไทยเองถ้าจะว่ากันตรง ๆ แบบไม่เกรงใจกัน หลังจากยุคของ ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่เรียกได้เต็มปากว่า “รัฐบุรุษ” ที่มองการณ์ไกล ทำเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชนแล้ว ผู้นำรัฐบาลและพรรครัฐบาลแต่ละสมัยที่เข้ามามีแต่ “นักการเมือง” ที่หวังผลระยะสั้น หวังคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งถัด ๆ ไปทั้งนั้น
นโยบาย “ประชานิยม” จึงเป็นนโยบายที่ใช้ในการ “ซื้อเสียง” ของประชาชนผู้เข้าคูหาเลือกตั้งในแต่ละครั้งครับ
แม้จะมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นแผน 5 ปี ต่อเนื่องกันมาตั้งแต่แผน 1 ในสมัยจอมพลสฤษฎิ์ ธนะรัชต์ แต่รัฐบาลในแต่ละยุคแต่ละสมัยไม่ได้นำเอานโยบายการบริหารประเทศมายึดโยงกับแผนอย่างจริงจัง ขาดการประเมินผลและแก้ไขปรับปรุงเพื่อยกระดับและก้าวต่อไปตามหลักวงจรการบริหารหรือ Plan-Do-Check-Action (PDCA) อย่างเป็นรูปธรรม
เมื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เป็นฐานหลักของการผลิตทั้งด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมก้าวกระโดดจากยุคที่เรียกกันเป็นหมายเลข 1.0 สู่ 2.0 3.0 4.0 และก้าวไปสู่ 5.0 6.0 ในปัจจุบันอีกชื่อที่เราคุ้น ๆ กันว่า “ยุคปัญญาประดิษฐ์” หรือ Artificial Intelligent คำถามที่สำคัญ คือ ประเทศไทยจะพลิกโฉมอย่างไร? จึงจะก้าวตามได้ทันและอย่างน้อยก็ไม่ล้าหลังกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนของเรา
กุญแจหลักที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวทันได้อยู่ที่การพัฒนากำลังคนอย่างที่เราคุยกันตลอดมาครับ
ขณะนี้ท่านอาจารย์ประยูร เชี่ยววัฒนา อดีตอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า อดีตผู้อำนวยการสถาบันมาตรวิทยา และนายกสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ผู้สนใจเรื่องการพัฒนากำลังคนและผมกำลังร่วมกันหาแนวทางที่เป็นไปได้และเหมาะสมในการสร้างกำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีจำนวนมากอย่าง “เร่งด่วน”
ที่เร่งด่วนเพราะกำลังมีการส่งเสริมลงทุนทางด้านอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง คือ อุตสาหกรรมสารกึ่งตัวนำ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ศูนย์ข้อมูล ยานยนต์สมัยใหม่ ตลอดจนอากาศยานและอุตสาหกรรมอวกาศในจำนวนเงินมหาศาลครับ
เราได้ร่างข้อเสนอขึ้นมาดังต่อไปนี้ครับ
การขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับอนาคตประเทศไทย (ร่าง)
สมมติฐาน
- เครื่องยนต์สำคัญในภาคอุตสาหกรรม ที่ช่วยฉุดให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง กำลังจะหมดสภาพ เริ่มล้าสมัย ตั้งแต่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ยานยนต์และชิ้นส่วน
- เพื่อที่จะสามารถคงขีดความสามารถในการแข่งขัน ประเทศไทยต้องดึงการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ จากต่างประเทศ ที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป
- ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศนั้น เงื่อนไขสำคัญที่สุดประการหนึ่ง คือ ประเทศไทยมีอุปทานบุคลากรที่มีจำนวนเพียงพอ คุณภาพดี ในสาขาวิชาที่สอดคล้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ข้อเท็จจริง
- พ.ศ. 2567 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนกับ BOI โดยรวมเพิ่มขึ้นราว 35% มูลค่าแตะประมาณ 14 ล้านล้านบาท (ราว 33 พันล้านดอลลาร์) สูงสุดในรอบ 10 ปี โดยมีกลุ่มศูนย์ข้อมูล/คลาวด์ และอิเล็กทรอนิกส์เป็นตัวนำ
- ครึ่งแรก พ.ศ. 2568 BOI รายงานมูลค่าคำขอส่งเสริมทำสถิติใหม่กว่า 1.06 ล้านล้านบาท (+139%YoY) โดยสัดส่วนคำขอจากต่างชาติคิดเป็นราว 70% ของมูลค่ารวม ในช่วงนี้การลงทุนด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้นกว่า 20 เท่า YoY พร้อมแรงหนุนจากโครงการขนาดใหญ่ด้านดาต้าเซนเตอร์/คลาวด์ (เช่น โครงการโฮสติ้งของ TikTok) ควบคู่กับการลงทุนด้านอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบราง
- มูลค่าคำขอส่งเสริมการลงทุนขยายตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอุตสาหกรรมซึ่งจะเข้ามาลงทุนเป็นอุตสาหกรรมซึ่งน่าจะเป็นหัวรถจักรขับเคลื่อนประเทศไทยต่อไป
- ประเด็นสำคัญคือ จำนวนนักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 105,589 คน จากทั้งหมด 213,799 คน (พ.ศ. 2567) โดยเฉพาะนักศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับภาคอุตสาหกรรม มีจำนวนเพียง 27,563 คน
ลองพิจารณาจากกราฟแสดงอัตราการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับปริญญาตรี ปีการศึกษา 2566/2567 ดังภาพด้านล่างนี้

ประเด็นปัญหา
- ประเด็นเฉพาะหน้าก็คือ จำนวนผู้จบปริญญาด้านวิศวกรรมศาสตร์และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมีจำนวนไม่เพียงพอ แม้ต่อกำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมปัจจุบัน
- การส่งเสริมการลงทุนใหม่ซึ่งจะเกิดการก่อสร้างและดำเนินกิจการในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จำเป็นต้องมีวิศวกรเข้าทำงานเพิ่มขึ้นนับหมื่นคนต่อปี ต้องมีมาตรการเพื่อรองรับและตอบสนองอย่างรวดเร็ว หากเราไม่สามารถตอบสนองได้ทันการ ผลเสียที่เกิดขึ้นแน่นอนก็คือ นักลงทุนจะขอนำเข้าวิศวกรที่ขาดแคลนเข้าประเทศ และประเทศไทยจะสูญเสียโอกาสการจ้างงาน สูญเสียโอกาสรับถ่ายทอดเทคโนโลยี และสูญเสียโอกาสการสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อรองรับห่วงโซ่อุปทานที่เกิดขึ้น หากประเทศไทยไม่สามารถตอบสนองได้ดี การลงทุนของต่างชาติจะเป็นเหมือนการมาเช่าที่ดินเพื่อทำธุรกิจ โดยแทบไม่มีผลกระทบเชิงเศรษฐกิจที่เป็นคุณประโยชน์ต่อประเทศเลย
- ข้อจำกัดการพัฒนากำลังคนด้านวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี
- ในเชิงปริมาณ
- ในเชิงคุณภาพ (สาขาวิชา) กระบวนการปลูกฝังองค์ความรู้ และทักษะ
- เชิงรองรับพัฒนาการสู่อนาคต
ภาพอนาคตที่พึงเป็น
- จำนวนผู้จบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ
- หลักสูตรรองรับพัฒนาการอนาคต เช่น พลังงานสะอาด ระบบราง รถไฟฟ้า AI semiconductors high-end electronics อากาศยานและอวกาศ
เป้าหมาย
- ภายใน พ.ศ. 2568 นี้เริ่มมีพัฒนาการ ยอมรับ และปรับตัวทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ
- ภายใน 5 ปี กำลังคนด้านวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีที่จบออกมาจะเป็นแรงจูงใจให้มีการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น
ขั้นตอนการดำเนินการ
- เริ่มคุยกับผู้ที่มีความเห็นสอดคล้องกัน
- สร้างภาพอนาคตเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยใน 5 ปีข้างหน้า 3 Scenario….Basic Case, Medium Move, Major Jump…เพื่อกำหนดปริมาณและคุณภาพบุคลากร
- เริ่มให้เกิดการดำเนินการจริง จากขอบเขตที่ใกล้ชิดกัน
- ค่อย ๆ ขับเคลื่อนให้เป็นกระแสสำคัญ เริ่มจากปลาย พ.ศ. 2568 ไปสู่กลาง พ.ศ. 2569
ทั้งหมดที่กล่าวมา คือ ร่างข้อเสนอการพัฒนาการผลิตกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี ที่ท่านอาจารย์ประยูร เชี่ยววัฒนา และผมกำลังเริ่มขยับขับเคลื่อน โดยตั้งต้นวางแผนจากการพูดคุยปรึกษาหารือกับผู้เกี่ยวข้องต่าง ๆ เช่น ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สุพจน์ สุขพิศาล ประธานกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมฯ และ ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฏ รองประธาน บริษัท เวสเทิร์นดิจิตอล (ประเทศไทย) จำกัด ประธานความร่วมมือสหกิจศึกษาโลกและตำแหน่งสำคัญ ๆ ในด้านการพัฒนากำลังคนสายเทคนิคอีกหลายตำแหน่ง
ขั้นตอนต่อไป คือ การปรึกษาหารือกับแหล่งทุนในภาครัฐ เช่น หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) กระทรวงการอุดมศึกษาฯ สุดท้าย คือ การปรึกษาหารือกับสถาบันอุดมศึกษา โดยเริ่มจากสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย แล้วเจาะไปยังมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่ตั้งเป้าให้เป็น “เรือธง” ในการปฏิรูปทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพในการผลิตนักศึกษาสายวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีต่อไป โดยนอกเหนือจากสถาบันอุดมศึกษาดั้งเดิมแล้ว เรายังพิจารณาเห็นว่าสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลที่มีอยู่ 9 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศนั้น น่าจะเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญสำหรับสร้างวิศวกรภาคปฏิบัติหรือ Practical Engineer ได้เป็นอย่างดี
และเมื่อพูดถึง Practical Engineer แล้ว ก็ต้องกล่าวถึงโครงการ KOSEN ที่เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่นกับรัฐบาลไทยในการสร้างวิศวกรปฏิบัติการ ผมเคยเล่าถึงแล้วว่า KOSEN ของญี่ปุ่นนั้นถอดแบบมาจากเยอรมัน มีอยู่ 50 กว่าแห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น รับนักเรียนจบมัธยมต้นเข้าศึกษา 3 ปี จบแล้วได้วุฒิระดับ ปวส. หากเรียนต่ออีก 2 ปีก็จะได้วุฒิปริญญาตรี
การเรียนจะเน้นภาคปฏิบัติและการฝึกงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้สำเร็จการศึกษามีทักษะทั้งการคิดและการลงมือทำด้วยตนเอง ในส่วนของไทยนั้น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล) ได้รับมอบหมายจากภาครัฐของไทยให้ร่วมจัดทำโครงการนี้ในลักษณะของโครงการเงินกู้จากรัฐบาลญี่ปุ่น ในระยะที่ 1 เป็นโครงการ 6 ปี สิ้นสุดใน พ.ศ. 2568 นี้ และกำลังจัดทำโครงการระยะที่ 2 หากรัฐบาลไทยอนุมัติการสนับสนุนต่อเนื่องก็น่าจะเริ่มต้นได้ใน พ.ศ. 2570 ต่อไป นี่คืออีกหนึ่งความหวังของเราในการเพิ่มจำนวนวิศวกรคุณภาพเพื่อสนองความต้องการที่กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาลดังกล่าวข้างต้นครับ
การพลิกโฉมประเทศไทยให้ติดตามทันการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมขั้นสูง เพื่อยกระดับการพัฒนาประเทศจนหลุดพ้นจาก “กับดักรายได้ปานกลาง” โดยแผนงานที่เราจะทำจะเป็นจริงได้หรือไม่? ขอนำมารายงานต่อในโอกาสต่อไปนะครับ
ที่มา: อินทาเนีย ฉบับที่ 4 ปี พ.ศ. 2568 คอลัมน์ สะดุดฟันเฟือง โดย รศ. ดร.ปริทรรศน์ พันธุบรรยงก์ วศ.15
