ความท้าทาย (และโอกาส) 5 ประการในยุค “Never Normal”

ความท้าทาย (และโอกาส) 5 ประการในยุค “Never Normal”


สำหรับคนทำธุรกิจ ทำมาค้าขาย ช่วงนี้ถ้าได้ไปคุย จะเอ่ยปากเป็นเสียงเดียวกันว่า ปีที่แล้วที่ว่าแย่แล้ว ปีนี้คูณ 2 หรือ 3 ของความแย่เข้าไปอีก ขณะที่กำลังคนหรือทรัพยากรที่มีมันไม่ได้เป็น “ตัวคูณ” หรือ “มัลติพลาย” แบบเดียวกัน หลายองค์กรพบว่ามันเป็น “ตัวหาร” ด้วยซ้ำ หมายถึงกำลังคนที่น้อยลงทรัพยากร (ทุน ฯลฯ) น้อยลง แต่งานและปัญหามากขึ้น โจทย์ยากขึ้น ฯลฯ

หนึ่งในคำตอบสำคัญคือ นวัตกรรม หรือภาวะความเป็น ผู้นำของผู้นำทุกระดับในองค์กรที่จะสามารถทำตัวเป็น “Multipliers” หรือตัวคูณให้องค์กรสามารถ “Do less for more” ให้ได้นั่นเอง

แต่ก่อนที่เราจะริเริ่มอะไรใหม่ ๆ เราลองมาสำรวจดูบริบทหรือสถานการณ์ความท้าทายต่าง ๆ ที่เรากำลังเผชิญอยู่ ทั้งนี้องค์กรแต่ละแห่งคงจะมีโจทย์และความท้าทายไม่เหมือนกัน ในที่นี้เราจึงขอสรุปถึงความท้าทาย (และโอกาส) 5 ประการที่ทุกองค์กร หรือพนักงาน มนุษย์เงินเดือน และเจ้าของธุรกิจทุกคนน่าจะต้องเจอ เหมือน ๆ กัน โดยส่วนใหญ่ ดังนี้คือ

  1. The Big shift of old competitive advantage
  2. Digital transformation requires new capability
  3. New Normal Requires Multi-skills
  4. Huge Opportunity to tap into people’s full potential
  5. How to sustain momentum of changes after crisis

1. The Big Shift of Old Competitive Advantage

สิ่งที่เคยเป็นความได้เปรียบของเราในอดีตวันนี้อาจกลายเป็นความเสียเปรียบของเรา ยกตัวอย่างเช่น การมีหน้าร้านในทำเลดี ๆเมื่อก่อนแย่งกัน เวลาห้างเปิดใหม่ ตอนนี้กลับกลายเป็นต้นทุน เมื่อผู้บริโภคหันไปซื้อของจากร้านค้าออนไลน์ที่มีต้นทุนถูกกว่าเห็น ๆ ทั้งไม่ต้องเสียค่าเช่าร้าน ค่าแต่งร้าน จ้างเด็ก ค่าน้ำ ค่าไฟ ฯลฯ แล้วก็ขายถูกกว่าเรา มีของให้เลือกมากกว่า

ดังนั้น มาถึงวันนี้ธุรกิจต้องทบทวนสิ่งที่ทำอยู่ เพราะหลาย ๆ อย่างที่เคยเป็นจุดแข็งเคยเป็นความสำเร็จของเรา วันนี้อาจกลายเป็นจุดอ่อน อย่างที่คุณพรทิพย์ อัยยิมาพันธ์ ซีอีโอ แพคริม กรุ๊ป เคยกล่าวไว้ว่า “อะไรที่เคยพาเรามาถึงวันนี้ บางทีอาจจะกลายเป็นจุดอ่อนที่จะนำพาเราไปสู่ New Normal ก็ได้” หรือ “What got you here, won’t get you there” นั่นเอง

ยิ่งคนที่เคยสำเร็จในอดีต ในวันข้างหน้าอาจจะยิ่งล้มเหลวก็ได้ หากยึดติดกับความสำเร็จในอดีตไม่เปลี่ยนแปลง เพราะโลกมันเปลี่ยนไปอย่างมาก อย่างเช่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ที่ใครมีโรงงานอุตสาหกรรมบางคนพูดกันเลยว่า เป็น “อุตส่าห์หากรรม” เพราะจากที่เคยเป็นสินทรัพย์ที่ก่อร่างสร้างขึ้นมา และสร้างความได้เปรียบให้แก่เราเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ไม่มีโรงงานเมื่อจีนกลายเป็นโรงงานของโลกที่ปั๊มของถูก ๆ ออกมาท่วมตลาด คนที่มีโรงงานบางประเภทกลับกลายเป็น Handicap หรือ Liability ที่ทำให้สู้กับจีนไม่ได้ คนที่ตัดใจได้ ปรับตัวได้ ก็ยอมลด ละ เลิก ปิดโรงงานไปให้เห็นกันมากมาย

Digital Transformation

2. Digital Transformation Requires New Capability

ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ทำให้องค์กรต้องสร้างขีดความสามารถใหม่ รวมทั้งคนในองค์กร ผู้นำและพนักงานทุกระดับในองค์กร จำเป็นต้องมีทักษะ และมายด์เซ็ตใหม่ที่สอดคล้องกับยุคดิจิทัล เช่น การพัฒนาทักษะหรือช่องทางการขายออนไลน์จะเห็นว่าปัจจุบันขนาดค่ายรถบางค่ายยังเปิดแอปให้คนสั่งจองรถทางมือถือได้ ซึ่งนั่นหมายความว่าทีมงานขายเองก็จะต้องปรับตัวและปรับบทบาทตามเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ทัน เมื่อคนพร้อมจะซื้อของราคาหลายแสนหรือเป็นล้านผ่านแอปกันแบบชิล ๆ แล้ว เมื่อเขามาที่โชว์รูมบางครั้งอาจจะแวะมาเพียงดูสีจริง รูปลักษณ์จริงขอทดลองขับ แล้วคลิกจ่ายเงินเลยก็ได้

คุณสมบัติของผู้นำ ในยุคดิจิทัลก็ต้องเปลี่ยนไป เนื่องจากสปีดในตลาด ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันหรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค สปีดในการตัดสินใจ หรือ Execute ในองค์กรก็จะต้องเร็วและ Agile มากขึ้น ผู้นำที่ต้องคอนโทรล ดูรายละเอียดทุกเม็ดจะพบว่าตัวเองทำงานได้ยากลำบากมากขึ้น ต้องเรียนรู้เทคนิคและปรับโครงสร้างองค์กร ลดขั้นตอน และให้อำนาจการตัดสินใจและการปฏิบัติการให้เป็นพีระมิดหัวกลับ คือให้ Frontlineที่อยู่ใกล้ชิดกับลูกค้าเป็นกำลังสำคัญขององค์กร สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ หากองค์กรไม่ได้มีการปรับวัฒนธรรมและระบบการทำงาน รวมทั้งมายด์เซ็ตคนให้เกื้อหนุนและสอดคล้องตามไปด้วย

3. New Normal Requires Multi-skills

ในการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงทั่วโลกโดย PwC เมื่อ พ.ศ. 2562พบว่า 79% ของซีอีโอมองว่า ความไม่เพียงพอของทักษะ (Skill Gap) เป็นปัญหาสำคัญที่กระทบต่อขีดความสามารถในการเติบโตขององค์กรเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 53% ของการสำรวจเมื่อ พ.ศ. 2555 ทั้งนี้เนื่องจากดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันได้ทำให้มีความต้องการทักษะด้านใหม่ ๆ เกิดขึ้นและทำให้งานบางอย่างลดหรือหมดความสำคัญไปนั่นเอง ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าโควิด-19 จะเป็นตัวเร่งปรากฏการณ์นี้ยิ่งขึ้นไปอีก

มันคงเป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างยิ่ง เมื่อโควิดเข้ามาทำให้คนต้อง Work from Home แล้วตื่นขึ้นมาพบว่า จู่ ๆ งานที่เราเคยทำมันไม่มีความสำคัญอีกต่อไปแล้ว หรือมีคนอื่น AI หรือเครื่องมือที่สามารถทำงานแทนเราได้

4. Huge Opportunity to Tap Into People’s Full Potential

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีความท้าทาย ก็ย่อมมีโอกาส ด้วยเครื่องมือใหม่ ๆ มายด์เซ็ตใหม่ ๆ และวัฒนธรรมองค์กรแบบใหม่เรามีโอกาสอีกมากมายมหาศาลที่จะMultiply ขีดความสามารถของคนในองค์กรเราให้ส่งมอบผลงานหรือผลลัพธ์ที่เพิ่มพูนกว่าเดิม

5. How to Sustain Momentum of Changes after Crisis

ในช่วงวิกฤตหรือยามคับขัน เรามักมีพลังงานพิเศษที่ทำให้เราทำสิ่งอัศจรรย์ได้เสมอ เช่น เราจะได้ยินเรื่องของคนที่บ้านไฟไหม้ แล้วอารามตกใจสามารถยกโอ่งนํ้าใบใหญ่ ๆ ออกมาจากบ้านได้โดยลำพัง ฯลฯ ในช่วงโควิดก็เช่นกัน หลายองค์กรพบว่าพวกเขาสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ หรือสามารถเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่เคยคิดว่าต้องใช้เวลาหลายปีได้โดยใช้เวลาเพียงสั้น ๆ ความท้าทายสำคัญในตอนนี้คือทำอย่างไรจึงจะรักษาโมเมนตัม หรือขีดความสามารถนี้ไว้ให้ได้เมื่อวิกฤตหมดไปแล้ว

“ไม่ต้องมีไฟไหม้บ้าน คุณก็จะยังยกตุ่มนํ้าใหญ่ ๆ หลังบ้านได้เช่นเดิม”… ภาพนี้ถ้าเปรียบกับองค์กร หรือปัจเจกบุคคลหากใครรักษาพลังแห่งนวัตกรรม หรือแรงขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง และผลงานต่าง ๆ ที่ทำได้อย่างน่าทึ่งในช่วงวิกฤตโควิดนี้ให้ยั่งยืนต่อไปได้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคุณจะเป็นผู้ชนะและผู้อยู่รอดได้ในยุค “Never Normal” ได้อย่างแน่นอน

หากผู้อ่านท่านใดสนใจอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องที่ดิฉันเขียนไว้ทั้งหมดนี้หรือในเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกาพัฒนาผู้นำนวัตกรรม การเร่งสปีดการทรานส์ฟอร์มธุรกิจ การ Execution กลยุทธ์หรือแผนงานให้ได้ผลลัพธ์ หรือการเพิ่ม Performance ให้แก่ธุรกิจ ดิฉันยินดีให้คำปรึกษาแนะนำแก่พี่น้องชาววิศวฯ จุฬาฯ ทุกท่าน โดยสามารถติดต่อดิฉันได้ที่ hathaichanok_v@pacrimgroup.com


ที่มา: อินทาเนีย ฉบับที่ 4 ปี พ.ศ. 2563 คอลัมน์ เก็บมาฝาก
โดย ดร.หทัยชนก วานิชศรี วศ.29 Consultant & Facilitator, PacRim Group