ระลึกถึงวันรับขวัญที่จดจำได้ ไม่มีวันเลือน

ระลึกถึงวันรับขวัญที่จดจำได้ ไม่มีวันเลือน


ก้มลงไป ผมบอกให้ก้มลงไป สูดไปเยอะ ๆ กลิ่นดินน่ะสูดเข้าไป กลิ้ง ผมบอกให้กลิ้ง กลิ้งเร็ว ๆ รุ่นเดียวกัน ลำบากด้วยกัน สบายด้วยกัน” เสียงตะโกนเสียงดังจากรุ่นพี่รุ่น 68 ดังโวยวายไปหมด

ความรู้สึกผมก็สนุกดี ไม่ได้คิดอะไร วิ่งไปวิ่งมา กลิ้งบ้าง เปียกมั่ง แห้งมั่ง เสื้อผ้าเลอะเทอะไปหมด แต่กับวัย 18 ปีในตอนนั้น เรื่องแค่นี้สบายมาก วิ่งกันอยู่ 2 ชั่วโมง จากเที่ยงถึง บ่ายสอง รุ่นพี่ก็ให้มารวมตัวหน้าตึก 3 ตึกที่เด็กปี 1 ตอนนั้นใช้เรียนกันตลอดปี แถม ชั้นล่างก็เป็นห้องประชุมรวมของคณะด้วย

วันรับขวัญ

แล้วพี่ก้อง 68 ก็ค่อย ๆ เดินนำหน้าพวกเรา เดินรอบตึก 3 โดยเดินเรียงหนึ่งต่อหนึ่งไปเรื่อย ๆ พี่เขาเดินนำห่างพอสมควร แต่พวกเราเดินตัวติดกัน เดินตามไปเรื่อย ๆ เดิน ขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุดแล้วเวียนลงมาทุกชั้น เดินผ่านทุกห้องเรียน นานมากจนผมไม่รู้จะเดินไปถึงไหน ที่สำคัญทั้งร้อนทั้งเหม็นกลิ่นของเราของเพื่อนปนกันไปหมด ไม่รู้ตัวใครเหม็นกว่าใคร

วัย 18 ของผมตอนนั้นมันทนไม่ไหวแล้ว พี่เขาเก่งจริง ๆ จนสุดท้ายผมก็เดินมาถึงสวรรค์… ครับ ผมเดินมาถึงหน้าห้องประชุมรวม ที่สำคัญมันเปิดแอร์เย็นฉํ่า ผมรู้สึกได้ถึงละอองความเย็นที่มันผ่านเพื่อนของผมมา คนแล้วคนเล่าที่เดินผ่านเข้าห้องประชุมไป ช้ามากกว่าจะถึงคิวเรา และแล้วผมก็ได้มาอยู่หน้าห้องประชุม ความเย็นที่มันมากระทบร่างกายแบบเต็ม ๆ มันทำให้รู้สึกได้ว่าความสุขสุด ๆ มันอยู่หน้าเรานี่เอง

แต่วินาทีแรกที่ผมเหยียบเข้าห้องประชุม ผมประหลาดใจมาก มันมืดไปหมด มืดจนมองอะไรไม่เห็น ผมเอามือตัวเองมาแกว่งตรงหน้าก็มองอะไรไม่เห็น (ตอนเที่ยงพี่เขาพาเดินผ่านห้องประชุม ห้องยังเปิดโล่ง มองเห็น ได้ทั้งห้องประชุม ไม่รู้พี่เขาทำยังไงถึงได้มืดมากขนาดนี้) เดินไปเรื่อย ๆ โดยจับบ่าเพื่อนข้างหน้าเข้าไป ที่พื้นก็เต็ม ไปด้วยใบจามจุรีเยอะไปหมด เยอะมาก ๆ เวลาเดินเหยียบไปบนใบจามจุรีมันนุ่มจริง ๆ….

วันรับขวัญ

เดินเข้าไปจนถึงที่นั่งตัวเอง… ได้นั่งสักที เราเดินมา ตั้งหลายชั่วโมง… เมื่อผมนั่งลง สิ่งแรกที่ทำคือผมพยายามเอาเท้าแหวกใบจามจนไปถึงพื้นห้อง ใบมันหนามาก กว่าจะแหวกไปถึงพื้น (จนตัวเองขึ้นปี 2 แล้วต้องไปตัดใบจาม“ก้มลงไป ผมบอกให้ก้มลงไป สูดไปเยอะ ๆ กลิ่นดินน่ะสูดเข้าไป กลิ้ง ผมบอกให้กลิ้ง กลิ้งเร็ว ๆ รุ่นเดียวกัน ลำบากด้วยกัน สบายด้วยกัน” เสียงตะโกนเสียงดังจากรุ่นพี่รุ่น 68 ดังโวยวายไปหมดมาให้รุ่นน้องรุ่นต่อไป ก็ยังรู้สึกว่าได้ใบจามจุรีมาน้อยเมื่อเทียบกับสิ่งที่รุ่นพี่ทำให้เรา) ตอนนั้นผมถึงได้ยินเสียงร้องเพลงจามจุรีศรีจุฬา เสียงเบา ๆ เพราะ ๆ ร้องไปเรื่อย ๆ จบแล้วจบเล่า จนเพื่อนผมคนสุดท้ายเดินเข้ามาในห้อง… ฟังไปไม่รู้กี่จบ พี่เขาก็ร้องเพลงจามจุรีศรีจุฬาให้ฟังอีกรอบหนึ่ง แล้วทุกอย่างก็เงียบลง..

ผมไม่ได้รู้สึกว่าคณะนี้มันเก่ง มีแต่คนเรียนเก่งเข้ามาอยู่ พูดให้ใครฟังก็มีแต่คนชื่นชมที่ได้มาเรียนที่นี่… ผมรู้แต่เจ๋งว่ะ ทำไมพิธีนี้มันสุดยอดอย่างนี้

…ถิ่นนี้ แหล่งนำไผทดูเด่น…

วันรับขวัญ

เพลงรับขวัญค่อย ๆ ดังขึ้นมา เพราะมาก ไม่เคยได้ยินมาก่อน เพลงอะไรทำไมเพราะอย่างนี้ …ผมนั่งนิ่งฟังด้วยความภาคภูมิใจที่ได้เข้ามาอยู่สถาบันแห่งนี้… ผมไม่ได้รู้สึกว่าคณะนี้มันเก่ง มีแต่คนเรียนเก่งเข้ามาอยู่ พูดให้ใครฟังก็มีแต่คนชื่นชมที่ได้มาเรียนที่นี่… ผมรู้แต่เจ๋งว่ะ ทำไมพิธีนี้ มันสุดยอดอย่างนี้ ชีวิตนี้ ผมไม่มีวันลืมวันแห่งความประทับใจนี้ได้เลย… นํ้าตา มันซึมมาตอนไหนก็ไม่รู้…

ผมฟังเพลงอย่างตั้งใจจนจบ แล้วเสียงขึ้นบูมก็ดังขึ้นมา Big Boom บูมที่พวกเราชาววิศวฯ จุฬาฯ ใช้มันเฉพาะวันสำคัญจริง ๆ สุดยอด สุดยอด สุดยอด โคตรจะประทับใจ…

วันรับขวัญ

พอสิ้นเสียงบูม พี่เขาก็ขึ้นเพลงวิศวกรรมเริงรื่น แล้วไฟก็สว่างขึ้น ตามันพร่าไปหมด อยู่ในที่มืดมานาน แล้วไฟก็สว่าง ใบจามลอยมาเต็มหน้าไปหมด รุ่นพี่เขาร้องเพลงไป เอาใบจามขึ้นมาปาใส่เราไป แล้วก็มีเสียง… ยังนั่งอยู่อีก ทำไมไม่ลุกขึ้นมา

ทีนี้ก็มั่วครับ มั่วไปหมด ร้องเพลงไป ปาใบจามใส่กันไปทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง…

นับจากวันนั้นถึงวันนี้มันผ่านมาแล้ว 26 ปี แต่ผมยังจำได้ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้อย่างดี และคง ไม่มีทางที่จะลืมไปจากความทรงจำได้ เป็นวันที่ประทับใจที่สุดในชีวิตวันนึง มากกว่าวันที่ผมรู้ตัวว่า Entrance ติดมากมาย

ไม่มีคำขอบคุณไหนที่จะตอบแทนรุ่นพี่ ๆ ที่ทำวันนั้นให้ เพราะมันคงสรรหาไม่ได้ และสิ่งที่จะติดตัวผมตลอดไป คือ ผมคือส่วนหนึ่งของมันตลอดไป และตลอดกาล… วิศวฯ จุฬาฯ


ที่มา: อินทาเนีย ฉบับที่ 2 ปี พ.ศ. 2563 คอลัมน์ เรื่องเล่าชาวอินทาเนีย โดย ปิยะ เหลืองกิตติก้อง วศ.30